หาคนเข้าคลับค่ะ ขั้นตอนนะคะ
1.รายงานตัว
1.1ชื่อ-นามสกุล
1.2อีเมลล์ที่สามารถติดต่อได้
1.3บุคคลที่ต้องการเป็นยูโฟ่ของเขา
1.4เหตุผล
2.เมื่อได้รับการยืนยันเป็นบุคคลในคลับแล้วต้อง...
2.1ใช้E-mail uniformของคลับตย.เช่น bom_golden_yg@hotmail.com
or ใส่ชื่อของคนที่เราเป็น_golden_yg@hotmail.com
3.ห้ามบอกตัวตนว่าเป็นหญิงหรือชาย ห้ามบอกเบอร์โทรศัพท์ ห้ามโพสต์รูปส่วนตัวของตนเอง
4.ห้ามก่อกวนคลับอื่นและโพสต์ด่าว่าคนอื่น
5.ห้ามใช้อีเมลล์อื่นนอกจากอีเมลล์ยูนิฟอร์มติดต่อสื่อสารกับแฟนคลับหรือห้ามแจกพิน ห้ามแจกเบอร์(นอกจากคนในคลับมาขอ)
สำหรับสมาชิกที่ยังคงว่างอยู๋นะคะก็จะมี
--BIGBANG--
1.GD ควรใช้ gd_golden_yg@hotmail.com (ว่าง)
2.T.O.Pควรใช้ top_golden_yg@hotmail.com (ว่าง)
3.Taeyangควรใช้ taeyang_golden_yg@hotmail.com (ว่าง)
4.Daesungควรใช้ds_golden_yg@hotmail.com (ว่าง)
5.Seungriควรใช้seungri_golden_yg@hotmail.com (ว่าง)
--2ne1--
1.Cl ควรใช้ chaerin_golden_yg@hotmail.com (ว่าง)
2.Bom ควรใช้ bom_golden_yg@hotmail.com (มีผู้ใช้แล้ว**)
3.Dara ควรใช้ dara_golden_yg@hotmail.com (ว่าง)
4.Minzy ควรใช้ minzy_golden_yg@hotmail.com (ว่าง)
--บุคคล--
1.ท่านประธานยาง ควรใช้ yanggoon_golden_yg@hotmail.com (มีผู้ใช้แล้ว**)
2.น้องบอส ควรใช้ bossdog_golden_yg@hotmail.com (ว่าง)
3.น้องกาโฮ ควรใช้ gahodog_golden_yg@hotmail.com (ว่าง)
4.จิเฮยนักเต้น ควรใช้ jihyedancer_golden_yg@hotmail.com (ว่าง)
5.SE7EN ควรใช้ seven_golden_yg@hotmail.com (ว่าง)
6.Gummy ควรใช้ gummy_golden_yg@hotmail.com (ว่าง)
7.กูเฮยซอน ควรใช้ kuhyeson_golden_yg@hotmail.com (ว่าง)
8.Teddy ควรใช้ teddy_golden_yg@hotmail.com (ว่าง)
9.Tablo ควรใช้ tablo_golden_yg@hotmail.com(ว่าง)
และ อื่นๆ
ถ้าอีเมลล์ที่ให้ไปไม่สามารถใช้ได้กรุณาบอกก่อนนะคะเราจะให้คำแนะนำใหม่
ห้ามนำอีเมลล์ที่เราให้ไป นำไปสมัครก่อนที่ได้รับอนุญาติ ขอบคุณค่ะ
***เมื่อได้รับการยืนยันว่าเป็นบุคคลในคลับแล้วต้องสมัคร twitter และ facebook และนำเมลล์ไปใช้ด้วย ขอบคุณค่ะ***
สงสัยอะไรติดต่อได้ที่ bom_golden_yg@hotmail.com หรือ yanggoon_golden_yg@hotmail.com ค่ะ
วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554
วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
Butterfly Princess Part4 โชคชะตา...เท่านั้น
Part4
โชคชะตา...เท่านั้น
พวกเขาทั้งสามหยุดอยู่ที่เมืองDestinyเบลเลนพูด "มันคือเมืองแห่งโชคชะตาหรอ?" "ใช่ มันคือเมืองของโชคชะตา จะเจอหรือไม่อยู่ที่โชคชะตาและมันมีจุดตรวจคนที่หนานแน่นคนที่จะเข้าไปได้ต้องเป็นบุคคลที่ไม่ได้ถูกตามหา" ออสการ์นาร์ดตอบ และเดินครงไปที่ประตู ประตูตรวจบุคคลนั้นเปิดให้ออสการ์นาร์ดและไซมอนเข้าไปอย่างง่ายดาย แต่พอถึงตาของเบลเลนมันกลับไม่เปิดให้รูปเบลเลนถูกถ่ายออกมา สร้างความประหลาดใจให้เขาทั้งสามไม่น้อย "เธอเป็นผู้ถูกตามหาหรอ?" ออสการ์นาร์ดพูดพร้อมโยนเสื้อคลุมที่เขาใส่ให้เบลเลน เบลเลนรับเสื้อคลุมนั้นและคลุมไปที่ตัวเองและเดินผ่านประตูไปอย่างง่ายดาย พวกเขาทั้งสามผ่านด่านประตูนั้นเข้ามา "ข้างในนี้เป็นบ้านเมืองของเหล่า บัตเตอร์ฟราย พรินซ์ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีเจ้าหญิงเฮเบนเน็ทอยู่ แต่ถ้าใครเป็นบัตเตอร์ฟราย พรินซ์นั้นมักถูกตามหา แต่ก็รอดพ้นประตูนี้ด้วยสติปัญญาของพวกเขาเอง" ออสการ์นาร์ดอธิบาย "ว่าแต่....เธอถูกคนตามหาอยู่หรือ!?ใครกัน" ออสการ์นาร์หันมาถามเบลเลน "ฉันไม่รู้!ว่าใครกำลังตามหาฉันอยู่" เบลเลนกล่าว "แต่ฉันคิดว่าฉันน่าจะเป็นพ่อของเธอนะเบลเลน" ไซมอรบอก "พ่อหรอ ช่างคล้องจอง" ออสการ์นาร์ดพูดทำให้เบลเลนประหลาดใจที่เขาพูดอะไรคือคำว่าคล้องจองของเขา.......
---ทางด้านของเดวิด---
เดวิดนั่งเล่นอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเก่าๆในห้อง 2วันมาแล้วที่เบลเลนออกไปข้างนอก เขาเฝ้ารอคอยลูกสาวอย่างเดียวดาย เขาได้แต่นั่งโทษตัวเองว่าบอกเบลเลนเรื่องนั้นไปได้อย่างไร "ลูก...เจ้าอยู่ไหน สบายดีหรือมีทุกข์ทำไมไม่ส่งข่าวคราวมาบอกพ่อของเจ้าบ้าง" เดวิดพูดพร้อมน้ำตาที่ร่วงรินด้วยความเศร้า กับสิ่งที่เกิดขึ้น
-------------------------
ตอนนี้พวกเขาได้อยู่ในเมืองแห่งโชคชะตาแล้ว เมืองนี้ล้อมรอบไปด้วยรูปภาพของบุคคลที่ถูกตามหาและถูกตราไว้ว่า Wanted! คล้ายกับการประกาศจับและมันก็มีรูปเบลเลนแต่....มันถูกเขียนไว้ว่า เฮเบนเน็ทแทน เบลเลน ทำให้เบลเลนแปลกใจมาก นั่นคือรูปของเธอเองแต่ทำไมใต้รูปเป็นชื่อของเฮเบนเน็ทได้ล่ะ เบลเลนเดินเข้าไปหารูปของเธอและฉีกมันทิ้งโชคดีที่ไซมอนและออสการ์นาร์ดไม่เห็น เบลเลนดูรูปนั้นอีกครั้งและฉีกมันทิ้งก่อนที่จะเดินตามไซมอนและออสการ์นาร์ดไป
เมืองนี้สมชื่อกับคำว่า เดสตินี่ จริงๆ เพราะตลอดทางจะมีรูปของบุคคลที่ถูกตามหาติดอยู่ บางรูปก็ถูกขีดด้วยปากกาสีแดง เพื่อตำหนิว่าหาพบแล้ว และหน้าของบุคคลจะหายไปและเหลือแต่ชื่อ แต่เบลเลนก็เดินไปพบกับรูปภาพของเธออีกครั้ง "เบลเลน!! นั่นรูปของเธอนี่" ไซมอนที่เผอิญพบ พูด "ใครกำลังตามหาเธออยู่นะ" ออสการ์นาร์ดถาม "แล้วคำว่า2Xนั่นคืออะไรกัน" เบลเลนถามออสการ์นาร์ด "มีคนตามหาเธอสองคน" ออสการ์นาร์ดตอบทำให้เบลเลนคิดว่าเป็นพ่อของเธอเองและบุคคลนิรนามอีกหนึ่งคน "เพราะฉะนั้นเธอควรดึงมันทิ้งซะ เพราะถ้าเธอไม่ทำลายมันเธอจะเดินทางต่อไม่ได้" ออสการ์นาร์ดสั่ง มันทำให้เบลเลนดีใจ ที่เธอนึกว่าสิ่งที่เธอทำไปในตอนแรกมันผิด เบลเลนเดินไปดึงและฉีกมันคนเป็นเศษและพวกเขาทั้งสามก็ออกเดินทางต่อ "แต่ฉันสงสัยว่าเฮเบนเน็ทอยู่กับเรา" ออสการ์นาร์ดพูดพร้อมกับหันหน้าไปมองเบลเลน "ท่านพูดถึงอะไร? ข้ากลัวนะ" ไซมอนถามและแสดงอาการกลัวออกมา เบลเลนไม่ใส่ใจอะไรและเดินต่อไป ในใจของเธอได้แต่คอดว่าออสการ์นาร์ดคงไม่คิดว่าเธอคือเฮเบนเน็ท "ออกเดินทางกันดีกว่านะ" เบลเลนกล่าว "ฉันลืมของไว้ที่ปราสาท ฉันจะไปเอา พวกเธอต้องไปด้วย" ออสการ์นาร์ดพูดพร้อมยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ และ ขยับปีกและบินขึ้นสูง เบลเลนและไซมอนบินตามไป เบลเลนได้แต่ทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็น ลูกบุญธรรมของเดวิด เธอมีลักษณะคล้ายเฮเบนเน็ท และตอนนี้เธอก็มีตัวอักษณเขียนอยู่ที่เเขนว่า Princesse de papillon อีกด้วยเธอกำลังสับสนกับตัวเองว่าเธอเป็นใคร และเธอก็รู้ว่าออสการ์นารืดกำลังหลอกเธอเพื่อให้ไปพบกับพระราชานัมรีอองกษัตริย์แห่งเฮอร์มอซา และ มันจะเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ "เธอเป็นอะไรของเธอดูเหมือนกำลังกลัวอะไร" ไซมอนถามเบลเลนเพราะแปลกใจในอาการของเธอ
วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2554
Butterfly Princess Part3 เมืองdestinyถูกตามหาห้ามเข้า!
Part3
เมืองDestinyถูกตามหาห้ามเข้า!
พวกเขาทั้งสามหยุดอยู่ที่เมือง Destiny เบลเลนพูด"มันคือเมืองแห่งโชคชะตาหรอ" ออสการนาร์ดตอบออกไป "ใช่มันคือเมืองของโชคชะตา จะเจอหรือไม่อยู่ที่โชคชะตา และมันมีจุดตรวจสอบผู้คนที่หนาแน่นคนที่เข้าไปได้ต้องเป็นบุคคลที่ไม่ได้ถูกค้นหา" ออสการ์นาร์ดพูดพร้อมเดินไปที่ประตูตรวจคน ประตูเปิดให้ออสการ์นาร์ดและไซมอนเข้าไปอย่างง่ายดาย แต่พอถึงเบลเลนมันกลับไม่เปิดให้เข้าไปและมันได้ถ่ายรูปเบลเลนออกมา มันสร้างความประหลาดใจให้พวกเขาทั้งสามยิ่งนัก "เธอเป็นผู้ถูกตามหาหรอ?"ออสการ์นาร์ดถามออกไป "เธอไม่สามารถไปกับเราได้นั้นหรอ?"ไซมอนพูดพลางหันไปถามออสการ์นาร์ด "ฉันมีทางช่วยเอ้า!รับนี่ไป" ออสการ์นาร์ดพูดพร้อมโยนเสื้อคลุมสีกรมท่าที่เขาเตรียมมาให้เบลเลน เบลเลนรีบใส่เสื้อคลุมตัวนั้นและเดินเข้าไป น่าแปลกประตูไมทำงาน ใช่มันต้องเป็นเสื้อคลุมล่องหนแน่เลย พวกเขาทั้งสามผ่านด่านประตูนั้นเข้ามา "ข้างในนี้เป็นเมืองของเหล่าButterfly Prince ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีเฮเบนเน็ทอยู่ แต่ถ้าใครเป็นButterfly Princeนั้นมักถูกตามหา แต่ก็รอดพ้นประตูนี้ได้ด้วยสติปัญญาของพวกเขาเอง" ออสการ์นาร์ดอธิบาย "แต่เธอถูกคนตามหาอยู่หรือ? ใครกัน?"ออสการ์นาร์ดหันไปถามเบลเลน "ฉันไม่รู้ว่าใครตามหาฉันอยู่" เบลเลนกล่าว "แต่ฉันคิดว่าน่าจะเป็นพ่อของเธอนะเบลเลน" ไซมอนบอก "พ่อหรอ!ช่างคล้องจองจริงๆ" ออสการ์นาร์ดพูดทำให้เบลเลนประหลาดใจที่เขาพูดอะไรคือ...คล้องจอง-----ทางด้านของเดวิด-----
เดวิดนั่งเล่นอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเก่าๆในห้อง 3วันมาแล้วที่เบลเลนออกไปข้างนอก เขาเฝ้ารอคอยลูกสาวอย่างเดียวดาย เขาได้แต่นั่งโทษตัวเองว่าบอกเบลเลนเรื่องนั้นไปทำไม "ลูก...เจ้าอยู่ไหน สบายดีหรือมีทุกข์ทำไมไม่ส่งข่าวมาบอกพ่อบ้าง" เดวิดพูดพร้อมกับมีน้ำใสๆไหลออกมาจากตาทั้งสองข้าง ตอนนี้เขารู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
------------------------------
ตอนนี้พวกเขาได้อยู่ในเมืองแห่งโชคชะตาแล้ว เมืองนี้ล้อมรอบไปด้วยรูปภาพของบุคคลที่ถูกตามหาและถูกตราที่รูปไว้ว่าWANTED!คล้ายกับการประกาศจับและมันก็มีรูปของเบลเลนแต่...มันถูกเขียนว่าเฮเบนเน็ทแทนเบลเลน ทำให้เบลเลนแปลกใจมากนั่นคือรูปของเธอเอง แต่ทำไมเป็นชื่อของเฮเบนเน็ทได้ล่ะ เบลเลนเดินไปหารูปของเธอและฉีกมันทิ้งโชคดีที่ไซมอนและออสการ์นาร์ดไม่เห็นเบลลเนดูรูปนั้นอีกครั้งและฉีกทิ้งก่อนที่จะเดินตามไซมอนและออสการ์นาร์ดไป เมืองนี้สมชื่อกับคำว่าDestinyจริงๆ เพราะตลอดทางจะมีรูปบุคคลที่ถูกตามหาติดอยู่ บางรูปก็ถูกติดตำหนิด้วยปากกาสีแดงว่าพบแล้ว และหน้าของบุคคลจะหายไปและเหลือเพียงชื่อ แต่เบลเลนก็เดินไปพบกับรูปภาพเธออีกแต่เขียนว่าเบลเลน "เบลเลน!นั่นรูปเธอนิ่" ไซมอนที่บังเอิญเห็นพูด "ใครกำลังตามหาเธออยู่" ออสการ์นาร์ดถามอีกครั้ง "แล้วคำว่าx2นั่นคืออะไร" เบลเลนถามออสการ์นาร์ด "มีคนตามหาเธอสองคน" ออสการ์นาร์ดตอบ ซึ่งทำให้เบลเลนคิดว่าเป็นเดวิดพ่อของเธอเอง และบุคคลนิรนาม "เพราะฉะนั้นเธอควรไปดึงมันทิ้งซะ มิฉะนั้นเธอจะเดินทางไปกับเราไม่ได้" ออสดาร์นาร์ดสั่ง มันทำให้เบลเลนดีใจ ที่เธอนึกว่าสิ่งที่ทำไปในตอนแรกนั้นจะผิด เบลเลนเดินไปดึงและฉีกมันจนเป็เศษและพวกเขาทั้งสามก็ออกเดินทางต่อ "แต่ฉันสงสัยว่าเฮเบนเน็ทอยูกับเรา" ออสการ์นาร์ดพูดพร้อมเบนสายตาไปหาเบลเลน "ท่านพูดถึงอะไรข้ากลัวนะ" ไซมอนถามและแสดงอาการกลัวออกมาเล็กน้อย เบลเลนไม่ใส่ใจและเดินต่อไปในใจของเธอได้แต่คิดว่าออสการ์นาร์ดคงไม่คิดอยู่หรอกนะว่าฉันคือเฮเบนเน็ท "ออกเดินทางกันเถอะ" เบลเลนกล่าว "ฉันลืมของไว้ที่ปราสาทฉันจะไปเอาและพวกเธอต้องไปกับฉันด้วย!" ออสการ์นาร์ดพูดพร้อมยิ้มอย่างมีเลศนัย และขยับปีกบินสูงขึ้น เบลเลนและไซมอนบินตามเขาไป เบลเลนได้แต่ทบทวนเรื่องราวทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น เธอเป็นบุตรอุปการะของเดวิด เธอมีลักษณะคล้ายเจ้าหญิงเฮเบนเน็ท เฮเบนเน็ทมีรูปร่างหน้าตาคล้ายเธอเอง และ ตอนนี้เธอก็มีตัวอักษรประหลาดเขียนอยู่ที่แขนว่า princesse de papillon อีกด้วย ตอนนี้เธอกำลังสับสนกับตัวเองว่าเธอเป็นใครกันแน่ และ เธอก็รู้ว่าออสการ์นาร์ดกำลังหลอกเธอเพื่อใหไปพบกับพระราชานัมรีอองกษัตริย์แห่งเฮอร์มอซา และ มันจะเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ "เธอเป็นอะไรมองเธอดูเหมือนว่าจะกลัวหรือกังวลอะไรบางอย่าง" ไซมอนถามเบลเลนเพราะแปลกใจในอาการของเธอ เบลเลนได้แต่เงียบไม่บอกอะไร จนในอีกไม่กี่ชั่วโมงพวกเขาก็เดินทางถึงเฮอร์มอซา เบลเลนไม่รีรอที่จะเขียนจดหมายไปหาพ่อของตน เธอตัดสินใจเขียนลงไปว่า 'พ่อคะ!หนูกำลังศึกษาต่อ ว่างๆหนูจะไปยี่ยมนะคะ รักพ่อเสมอ -เบลเลน-' ในขณะที่เขียนเธอได้คิดว่าเธอไม่อยากทำให้พ่อเสียใจถ้าพ่อรู้ว่าเธอกำลังผจญภัยอยู่แบบนี้ เธอไม่อยากโกหกพ่อแต่เธอก็ต้องทำ เธอเอาจดหมายไปใส่ในตู้ไปรษณีย์ และเดินเข้าไปในปราสาทพร้อมกับไซมอน และ ออสการ์นาร์ด เมื่อเขาทั้งสามเปิดประตูปราสาทเข้าไปก็กลับพบพระราชากำลังนั่งอยู่บนพระที่นั่งของท่านเอง พระราชาเห็นเบลเลนจึงพูดถามออสการ์นาร์ดว่า "นั่นเฮเบนเน็ทหรือ?" "เอ่อ...ข้าไม่รู้ นางคนนี้มีรูปร่างคล้ายกับเจ้าหญิงเฮเบนเน็ทมาก ข้าเลยพามาให้พระราชาลองวิเคราะห์ดู" ออสการ์นาร์ดพูด ไซมอนและเบลเลนจึงทำความเคารพพระราชา ตอนนี้พระราชามีความสุขมากที่ได้เจอเบลเลน และเบลเลนก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถู
***ถ้าอักขระตัวอักษรผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วย***
วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554
Butterfly Princess Part2 Forest...ดินแดนแห่งความจริง
Part2
Forest...ดินแดนแห่งความจริง
เบลเลน ไซมอน และ ออสการ์นาร์ด หยุดอยู่ตรงหน้าทางเข้าของดินแดนForest เบลเลน และ ไซมอนมองไปรอบๆดินแดนแห่งนี้ไม่มีผู้คนแต่อุดมไปด้วย ภูเขา แม่น้ำ ลำธาร และ ป่าไม้ เบลเลนถามขึ้นว่า "ออสการ์นาร์ดคุณพาเรามาที่นี่ทำไม" ออสการ์นาร์ดตอบ "ฉันพาเธอมาที่นี่เพื่อตามหาความจริงอย่างที่ฉันทำอยู่ทุกวัน" เบลเลนรับฟังด้วยความสงสัย ไซมอนเหลือบไปเห็นกระท่อมร้างแห่งหนึ่งซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์นานาชนิดจนมองไม่เห็นทางเข้า เบลเลนเดินเข้าไปยังกระท่อมแห่งนั้นแต่ต้องชะงักด้วยเสียงโวยวายของออสการ์นาร์ด "เบลเลน!เธอเข้าไปไม่ได้หรอกมันไม่มีทางเข้า ถ้าเราไม่พบเฮเบนเน็ท" เบลเลนเดินกลับหลังและถามออสการ์นาร์ด "แล้วคุณพาเรามาทำไมล่ะ ถ้าไม่ได้เข้าไปในนั้น" ออสการ์นาร์ดตอบ "เราแค่พาเธอมาที่นี่เพื่อมารับปีกนางฟ้า2อันสำหรับเธอและหมอนั่นและเราจะออกตามหาความจริงด้วยกัน" เบลเลนฟังด้วยความแปลกใจเรื่องปีกนางฟ้า ทันใดนั้นออสการ์นาร์ดได้จับมือของเบลเลนและไซมอนให้เดินตามเขาไปและหยุดอยู่ตรงหน้าประตูของกระท่อมนั้นและมีก้อนหินที่มีเขียนไว้ว่า Diamond Rock มันมีลักษณะแตกต่างจากหินทั่วไป มันมีเหลี่ยมคมคล้ายเพชร มีลักษณะมันวาวคล้ายเพชร และที่สำคัญมันสามารถเรืองแสงสีเงินออกมาได้ และมีนางฟ้าตัวเล็กบินออกมาพร้อมกับถือปีกนางฟ้าสีต่างกัน2อันมาด้วย เบลเลนและไซมอนรับปีกที่หล่นจากมือของนางฟ้าน้อย นางฟ้าน้อยกระแอมเบาเบา "เธอต้องใช้ปีกทั้งสองในการเดินทางเพื่อค้นหาความจริงตลอดทางปีกนี้จะทำให้เธอตัวเล็กลงแต่...ไม่ต้องตกใจเสื้อผ้าเก่าๆของเธอจะร่วงลงสู่พื้นข้างล่างแต่!....มันไม่โป๊หรอกๆแม่สาวน้อยเพราะปีกนี้จะมีชุดแถมมาให้เพื่อให้กระฉับกระเฉงมากขึ้นแต่...ฉันลืมบอกไปว่าฉันชื่อบีโล(belo)มาจากภาษากาลิเซียนแปลว่าสวยงาม สมชื่อไหมล่ะ แล้วฉันก็เป็นหัวหน้าหมู่นางฟ้าแห่งForestยินดีที่ได้รู้จักนะจ๊ะ" บีโลกล่าว ออสการ์นาร์ดรอบีโลพูดจนทำให้เขารู้สึกโมโหในการพูดของบีโล "เบลเลน ไซมอน ใส่ปีกนั่นซะเวลาไม่เคยรอใครมันช้าไปแล้ว" ออสการ์นาร์ดพูดอย่างหัวเสีย เบลเลนและไซมอนสวมปีกนั่นและจู่ๆร่างของทั้งสองก็เล็กลงและออสการ์นาร์ดใช้มือกดไปที่หน้าผาก จมูก และ หน้าอกของตน ทำให้ออสการ์นาร์ดมีปีกสีกรมท่าโผล่ออกมาจากหัวไหล่และตัวของเขาเล็กลง แต่ปีกของเขามีลวดลายเหมือนมังกร ใช่!...เขาคือมังกร และจู่ๆร่างของเขาก็เริ่มเหมือนมังกรและขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ "บินตามฉันไป" ออสการ์นาร์ดพูดพร้อมบินขึ้นไปยังกลุ่มเมฆหอคอยสีขาว เบลเลน และ ไซมอนบินตามเขาไป แต่ขณะบินเบลเลนได้เหลือบมองไปเห็นแขนของตนที่มีตัวหนังสือที่เขียนไว้ว่าprincesse de papillon(คือคำในภาษาฝรั่งเศษที่แปลว่าเจ้าหญิงผีเสื้อ)อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนทำให้เบลเลนรู้สึกประหลาดใจแต่ก็ไม่กล้าบอกใครแม้แต่ไซมอนก็ไม่กล้าบอก เบลเลนเรียกให้ไซมอนตามเธอไป เบลเลนบินไปหาออสการ์นาร์ดและถามว่า "ออสการ์นาร์ดข้าอยากรู้เรื่องของเจ้าหญิงเฮเบนเน็ท" "เจ้าหญิงเฮเบนเน็ทเป็นพระราชธิดาของกษัตริย์นัมรีอองที่4แห่งเฮอร์มอซา เธอเกิดมาในวันที่มีทุกอย่างพร้อมสวยงาม เธอเกิดตรงกับวันก่อตั้งของเมือง เธอมีผมสีเงินบลอนด์ มีใบหน้ารูปไข่สวยงาม มีผิวพรรณชมพูนวลเนียน มีตาสีฟ้า มีริมฝีบางบางสีส้ม และที่ประหลาดใจมากกว่านั้นคือ เธอเกิดมาพร้อมกับปีกผีเสื้อสีทอง ถ้าเมื่อไรเธอขยับปีกก็จะนำความเจริญมาสู่เมือง นางเหมือนเธอมากเลยเบลเลน แต่พอเธอมีพระชนมายุครบ6ปี เธอก็หายไป!" ออสการ์นาร์ดกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด เบลเลนฟังที่ออสการ์นาร์ดเล่าเธอคิดตามใช่เฮเบนเน็ทเหมือนเธอมากทั้ง ผม ดวงตา ริมฝีปาก หรือ รูปหน้า เบลเลนถามออสการ์นาร์ดออกไปอีกครั้งว่า "ออสการ์นาร์ดแล้วเรากำลังจะไปที่ไหน" "เรากำลังจะลงไปข้างหน้านั่น" อสการ์นาร์ดบอกพร้อมบินลงต่ำไปยังเมืองด้านล่าง มันมีหอคอยสีขาว เบลเลนและไซมอนบินตามลงไปตอนนี้เขาหยุดอยู่ตรงหน้าหอคอยสีขาว ออสการ์นาร์ดกดไปที่ประตูหอคอยและมันเปิดออกออสการ์นาร์ดนำพวกเขาสองคนเข้าไปข้างในของหอคอย พวกเขาอยู่ตรงหน้าของอ่างเวทย์มนต์ที่เขียนไว้ว่า magie becken ออสการ์นร์ดหลับตาลงและพูดอะไรบางอย่างและมีลำแสงสีเหลืองโผล่ออกมาพร้อมกับเสียง "ข้าmagieแห่งForestข้ารู้ๆว่าเจ้าเข้ามาเพื่อหาความจริง ตอนนี้ๆเธอเฮเบนเน็ทอยู่ใกล้พวกเจ้ามากๆๆหาเธอดีดีสิ" อ่างเวทย์มนต์บอกสร้างความประหลาดใจให้พวกเขาทั้งสามได้ไม่น้อย"เธอได้ยินไหมไซมอน เบลเลน มันบอกว่าเฮเบนเน็ทอยู่ใกล้เรามากๆ ตามหาเธอให้ดีเราต้องตามหาเธอให้ได้เพื่อทำให้บ้านเมืองกลับมาเจริญเหมือนเดิม" ออสการ์นาร์ดพูดด้วยความดีใจ "นั้นเราก็ควรออกตามหาเขาเลย" เบลเลนบอก ออสการ์นาร์ดฟังที่เบลเลนบอกและพยักหน้าให้กับเขาทั้งสอง เพื่อให้บินตามไป "มีอะไรพอให้ข้าช่วยได้ไหม" ไซมอนกล่าว "ข้าไม่ต้องการ" ออสการ์นาร์ดบอกด้วยความชินชา ซึ่งมันทำให้ไซมอนโกรธมาก ตอนนี้พวกเขาทั้งสามกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองต่อไปเพื่อออกผจญภัยตามหาเฮเบนเน็ทต่อForest...ดินแดนแห่งความจริง
****จดหมายจากผู้แต่ง--ถ้ามีข้อผิดพลาดด้านอักขระอย่างไรสามารถcommentบอกได้ และขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย****
mild_bigbang@msn.com<facebook-twitter(MILD__BANG)>
วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2554
Butterfly Princess Part1 ออกตามหาความจริง...ออสการ์นาร์ด!
Part1
ออกตามหาความจริง...ออสการ์นาร์ด!
ณ เฮอร์มอซา(At Hermosa)
เบลเลนกำลังเดินลงจากรถม้าสวยงามคันหนึ่งในเมืองเฮอร์มอซา เพื่อมุ่งหน้าไปยังร้านขายอาหารอิตาลีที่ตนโปรดปรานแต่....สายตาของเบลเลนไปพบกับชายชราผู้หนึ่งมีรูปร่างสูงยาว ผิวหน้าขรุขระ จมูกเป็นสันโด่งสูง น่าตาอัปลักษณ์หน้ากลัว กำลังมองเธออยู่ เธอจึงเดินไปหลบอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง แต่ชายชราคนนั้นก็ยังไม่เลิกติดตามเธอ เธอจึงตัดสินใจเดินเข้าไปถามชายชราผู้นั้น
“คุณคะ คุณมองและติดตามฉันไปเพื่ออะไร?”เบลเลนถามด้วยเสียงที่อยากรู้และหวาดกลัวเล็กน้อย”ฉันก็แค่คุ้นหน้าเธอนิดหน่อย เธอได้ชื่อเฮเบนเน็ทหรือเปล่า?”ชายชราถาม”แต่เรื่องที่สำคัญกว่านั้นฉันอยากรู้ว่าคุณมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไรมากกว่าและฉันก็ไม่ใช่เฮเบนเน็ทที่คุณกล่าวถึงด้วยซ้ำ”เบลเลนพูดด้วยความกลัวกับหน้าตาของชายชราที่ดูจริงจังในตอนนั้น “ฉันมีชื่อว่าออสการ์นาร์ด เป็นองครักษ์ของกษัตริย์นัมรีอองที่4แห่งเฮอร์มอซา”ออสการ์นาร์ดพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ซึ่งทำให้เบลเลนรู้สึกตกใจเล็กน้อย “แล้วคุณตามหาคนที่ชื่อเฮเบนเน็ทอยู่หรือ?”เบลเลนถาม”ใช่!ฉันกำลังตามหานาง นางคือพระธิดาที่พลัดพรากจากไปของกษัตริย์นัมรีอองที่4 ข้าจึงได้รับกระแสรับสั่งให้หาตัวของนาง ซึ่งมันคงเป็นไปได้น้อยมากที่จะพบเจอ” ออสการ์นาร์ดพูด ”ให้ข้าช่วยไหม???” เบลเลนถามออสการ์นาร์ดเพื่อที่ต้องการจะช่วย ”ไม่ต้องหรอกฉันคิดว่ามันคงยากเกินไปสำหรับคนอย่างเธอ” ออสการ์นาร์ดกำลังพูดแทงใจดำเบลเลนอยู่ทำให้เบลเลนรู้สึกหัวเสียเล็กน้อย “นั้นถ้าคุณคิดว่าฉันเด็กไปหรือไร้ความสามารถฉันก็ไม่ว่าเพราะฉันก็มีกิจเหมือนกัน ขอโทษด้วย ลาก่อน!”เบลเลนพูดพร้อมบอกลาแต่ออสการ์นาร์ดจึงอยากพูดสิ่งหนึ่งเพื่อให้เบลเลนลองคิด “แสงตะวัน พระจันทร์ สายลม”ออสการ์นาร์ดพูดเพื่อให้เบลเลนคิด เบลเลนมีสีหน้าที่อยากรุ้ถึงความหมายในคำพูด แต่เธอก็เดินจากไปในฝูงผู้คนในเฮอร์มอซา
ตอนนี้เบลเลนกำลังยุ่งอยู่กับการดูแผนที่เมืองริมถนนของเฮอร์มอซา เพื่อที่จะหา ไทรแองเกิล ฮิล ที่อยู่ของไซมอนเพื่อนชาย และก็ได้เหลือบไปเห็นภาษาอิตาลีเขียนไว้ว่า triangolo collinaซึ่งคือชื่อเมืองที่อยู่ของไซมอนนั่นเอง เธอมองแผนที่และจดจำและเดินไปตามถนนเพื่อไปยังtriangolo collinaบ้านของไซมอน และไม่กีชั่วโมง เบลเลนก็มาถึงบ้านของไซมอน ไซมอนวิ่งมาหน้าแตกตื่นเมื่อเห็นเพื่อนเก่ามาถึงหน้าบ้าน “เฮ่!เบลเลนเธอมาได้อย่างไรนี่?”ไซมอนถามด้วยความตื่นเต้น”ฉันได้รู้ความจริงที่ฉันไม่เคยแตะต้องมัน มันทำให้ฉันเสียใจ ฉันเลยต้องมา ฉันคงอยู่กับนายนานหน่อย คงไม่รบกวนนะ”เบลเลนพูด ทำให้ไซมอนประหลาดใจยิ่งนัก “เธอรู้อะไร ให้ฉันรู้บ้างสิ”ไซมอนพูดด้วยความอยากรู้ ”ฉันไม่อยากให้ใครรู้เธอคงเข้าใจนะไซมอน” ไซมอนได้ยินเช่นนั้นจึงไม่อยากขัดใจเพื่อนตนจึงนำเบลเลนเข้าไปในบ้านและต้อนรับด้วยกาแฟโรบัสต้าอุ่นๆแบบอิตาลี ”พรุ่งนี้ฉันคงต้องพาเธออกไปด้ว ฉันจะนำสิ่งประดิษฐ์ของฉันไปขายในตลาดตัวเมือง เธอไปช่วยฉันขายนะ” ไซมอนชักชวนเบลเลน ”ได้สิ!...เอ่อ..ไซมอนนายรู้จักออสการ์นาร์ดไหม ???” ไซมอนนั่งครุ่นคิดและตอบ “รู้จักสิเขาเป็นองครักษ์ของกษัตริย์นัมรีอองน่ะ เขามาตามหาหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งคือพระธิดาที่พลัดพรากไป แต่เขามองดูหน้ากลัวในสายตาฉันมาก” ไซมอนพูดเล่าเรื่องให้เบลเลนฟัง “เขาเดินเข้ามาถามฉันว่าฉันคือเฮเบนเน็ทหรือป่าว แต่....ฉันอยากไปช่วยเขาตามหา ไซมอนนายพาฉันไปหาเขาที” เบลเลนอ้อนวอนขอไซมอนให้ช่วยพาเขาไป ”เอ่อ....ได้สิ แต่ฉันขอไปด้วยนะ” ไซมอนรู้สึกเป็นห่วงถ้าต้องให้เบลเลนไปคนเดียว เขาจึงอาสาไปด้วย “ไซมอน แล้วนายจะไม่ไปขายสิ่งประดิษฐ์ของนายหรือ” เบลเลนถามเกี่ยวกับการขายสิงประดิษฐ์จำพวกแปรงสีฟันอัตโนมัติ นาฬิกาปลุกปลอกผลไม้ หรือ ไม่เว้นแม้แต่ตุ๊กตาช่วยอาบน้ำที่ไซมอนจะนำไปขายในตลาดพรุ่งนี้ “เอ่อ.....เรื่องนั้นค่อยคิดก็ได้แต่ฉันอยากจะไปกับเธอมากกว่าน่ะ” ไซมอนบอกเบลเลน “นั้นก็ดี” เบลเลนพูดด้วยท่าทางดีใจ กับการผจญภัยในวันพรุ่งนี้
---เช้าวันรุ่งขึ้น---
แสงแดดอ่อนๆในยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้องนอนที่เบลเลนนอนอยู่ “ว้าย!” เสียงอุทานของเบลเลนดังลั่นห้องสร้างความตกใจให้ไซมอนเล็กน้อย “เธอเป็นอะไรของเธอเบลเลน ทำฉันเกือบหัวใจวาย” ไซมอนพูดกับเบลเลนด้วยอาการตื่นตระหนก “ก็ดูนกยูงบ้านั่นของเธอสิ มันมาจิกที่หลังของฉัน” เบลเลนพูดด้วยอาการหัวเสียพร้อมกับหยิบแอปเปิ้ลที่วางอยู่บนโต๊ะปาไปที่หัวของนกยูงตัวนั้น “เอ่อ...ฟิลเรนมานี่ มานี่ เธอทำแขกของฉันโมโหนะ” ไซมอนพูดยอมรับผิดพร้อมไปต่อว่านกยูงของตน “ฉันเกลียดมันอย่าให้เจออีกนะ ฮึ่ย!” เบลเลนต่อว่าไซมอนด้วยความโกรธ “ป่ะ!ไซมอน พาฉันไปหาออสการ์นาร์ด” เบลเลนสั่งไซมอน ไซมอนทำหน้าตกใจพร้อมตื่นเต้น “เอ่อ...ป่ะไปสิ” เบลเลนได้ยินเช่นนั้นจึงเข้าไปในห้องอาบน้ำเพื่อชำระล้างร่างกาย และอีกไม่กี่นาทีเบลเลนก็ออกมาด้วยอาการสดชื่น “ไซมอน แล้วในเวลานี้ออสการ์นาร์ดอยู่ที่ไหน” เบลเลนถามไซมอน “เดี๋ยวฉันพาเธอไปเอง” ไซมอนจูงมือเบลเลนเดินไปยังตัวตลาดเฮอร์มอซา ไซมอนเดินหยุดอยู่ตรงร้านช็อคโกแลตร้านหนึ่ง “ไซมอน นายพาฉันมาที่นี่ทำไม” เบลเลนถามด้วยอาการสงสัย “ก็ที่นี่ไงที่ออสการ์นาร์ดมาบ่อยๆในเวลานี้ ช็อคโกแลตคือของโปรดปรานของเจ้าหญิงเฮเบ้นเน็ทเลยนะ” เบลเลนรับฟังด้วยความสงสัย มันมีเรื่องแปลกเกิดขึ้นกับเธอเพราะเมื่อวานออสการ์นาร์ดก็ถามเธอว่าเธอใช่เฮเบนเน็ทหรือป่าว แถมเฮเบนเน็ทนั้นก็ชอบช็อคโกแลตเหมือนเธอ “แล้วนายรูอะไรเกี่ยวกับเฮเบนเน็ทอีกบ้าง” เบลเลนถามออกไปด้วยความอยากรู้ “เฮเบนเน็ท..เอ่อ..ถ้าให้นับเรื่องอายุของนางก็อายุเท่าเราสองคนนี่ล่ะ และก็มีอยู่เรื่องหนึ่งมันน่ามหัศจรรย์มาก...เพราะตอนนางประสูตินั้น นางมีกายสีทอง มีผมยาวสีทองสลวย และมีปีกผีเสื้อหลากสีโผล่ออกมาระหว่างแขนสองข้างของนาง แต่ว่าไปนางมีลักษณะเหมือนเธอเลยนะ” ไซมอนเล่าให้เบลเลนฟัง ซึ่งมันทำให้เบลเลนรู้สึกคุ้นเคยกับเรื่องราวต่างๆพวกนี้ และสายตาสีฟ้าอ่อนของเบลเลนก็สะดุดกับชายชราหน้าตาคุ้นเคยคนเดิม เบลเลนเดินจูงมือไซมอนไปหาออสการ์นาร์ดทันที “ออสการ์นาร์ด ข้าเองเบลเลน ข้าอยากจะช่วยเจ้าตามหาเจ้าหญิง” เบลเลนพูดบอกด้วยความดีใจที่ได้พบออสการ์นาร์ดอีกครั้ง “เธออยากจะช่วยให้ฉันสำเร็จหรือจะช่วยให้งานของฉันล้มเหลวกันแน่” ออสการ์นาร์ดพูด ”แต่ฉันอยากจะช่วยคุณจริงๆนะ” เบลเลนพูด “นั้นตามฉันมาเบลเลน” เบลเลินเดินตามออสการ์นาร์ดไป และแล้วก็มีสิ่งสร้างความประหลาดใจให้เบลเลน ออสการ์นาร์ดมีปีกเหมือนผีเสื้อราตรีและบินหายจากเขาสองคนไป แต่เบลเลนและไซมอนก็สามารถเดินเท้าตามออสการ์นาร์ดไปได้ จนถึงที่แห่งหนึ่งที่สามารถเข้ามาได้ยากมีป่ารกร้างปกคลุม แต่ก็แฝงความสวยงามด้วยป่าแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่าForest
วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554
(นวนิยาย)Butterfly Princess Partบทนำ
(*หมายเหตุนี่เป็นนวนิยายแต่งเอง ไมได้มีการcopyมาใดใดทั้งสิ้น คอมเมนท์เพื่อเป็นกำลังใจด้วยนะคะ)
ประพันธ์โดย สุพรรณวิจิตร(mild_bigbang@msn.com)>>twitter and Facebook
บทนำ
“โอ้! เช้าแล้วหรือนี่”เบลเลนพูดออกมา ด้วยอาการงัวเงียเล็กน้อยและทิ้งตัวลงไปนอนเหมือนเดิม”เฮ่! เบลเลนลูกไม่คิดที่จะตื่นมาสูดอากาศยามสดใสข้างนอกเลยหรือ นี่พ่อทำมัลเบอร์รี่ชีสเค้กให้ลูกแล้วนะ ของโปรดลูกไง”เดวิดผู้เป็นพ่อพูดด้วยความดีใจในเช้าวันเกิดของลูกสาวตนเอง”ไม่!หนูอยากนอน วันนี้มันเป็นวันอะไรทำไมพ่อถึงนึกอยากจะทำมัลเบอร์รี่ชีสเค้กให้ลูก”เบลเลนถามด้วยอาการอยากรู้”ก็วันนี้มันวันเกิดของลูกไง ตื่นได้แล้ว!พ่อเตรียมของขวัญให้ลูกแล้วนะ”เดวิดพูด”เอ๋...ใช่นี่วันเกิดลูกแต่...ไม่!ลูกอยากเจอแม่มากกว่า”เบลเลนพูดด้วยอาการเย็นชา”ลูกคง.....เอ..ไม่ใช่สิ แม่เขาคงกำลังยุ่งเลยมาเลี้ยงงานวันเกิดลูกไม่ได้ พ่อขอโทษที่ไมได้บอกลูกไว้นะ”เดวิดพูดด้วยอาการตะกุกตะกักในเรื่องนี้เพราะไม่อยากให้ลูกสาวตนนั้นคิดมากว่าทำไมตัวเองไม่มีแม่ที่รักเหมือนคนอื่นเขา
--ยามเย็นที่เมืองSilkberk ---
ณ สวนสาธารณะในเมืองซิลเบิร์ค เบลเลนซบอกของผู้เป็นพ่อและคิดคำถามคำถามหนึ่งและถามมันออกไปด้วยความเศ้รา “พ่อคะ! ทำไมลูกไม่เคยเจอแม่เลย!?”เบลเลนพูดออกไปด้วยอาการอยากรู้และต้องการคำตอบมากกว่าเหตุผลที่ว่าแม่ของตนไม่ว่าง”เบลเลน...ลูกควรจะเข้มแข็งนะเมื่อพ่อบอกไปลูกต้องสัญญากับพ่อว่าลูกจะไม่โกรธและไม่เสียใจ”เดวิดพูดออกไปด้วยอาการที่กังวลเล็กน้อย”ค่ะ!หนูสัญญาว่าหนูจะไม่โกรธและเสียใจ”เดวิดได้ฟังคำนี้จากปากลูกสาวตนจึงจำใจที่จะต้องบอก”ลูก!เบลเลน...ลูกไม่ใช่ลูกของพ่อจริงๆและลูกนั้นไม่มีแม่....พ่อเป็นพ่ออุปการะของลูกน่ะ ลูกคงไม่โกรธพ่อใช่ไหม”เมื่อเบลเลนได้ยินคำนี้ออกจากปากพ่อของตนจึงรู้สึกเสียใจ และมีหยาดน้ำใสๆไหลออกมาจากดวงตากลมโตสีฟ้าอ่อนทั้งสองข้าง และทันใดนั้นก็มีเสียงฟ้าผ่า และหยาดฝนไหลลงมาจากเบื้องบน “ลูกรู้นะคะว่าพ่อนั้นก็รักหนู แต่ทำไมพ่อไม่บอกลูกก่อนล่ะว่าลูกไม่ใช่ลูกที่แท้จริง....แต่หนูก็รับได้นะคะ”เบลเลนพูดด้วยความผิดหวังและยังมีหยาดน้ำใสๆไหลออกจากตามาอย่างไม่ขาดสาย”ลูกต้องอดทนนะลูก....พ่อขอโทษที่ไม่ยอมบอกลูกก่อน”เดวิดรู้สึกสำนึกผิดที่เคยปกปิดความลับพวกนี้ และเขาก็หวังว่าวันนี้จะจบวันด้วยการที่เบลลเนยังคงพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงเหมือนเดิม และมองหน้าเขาได้เหมือนเดิม แต่มันก็ไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ เบลเลนยังคงเย็นชากับพ่อของตนเหมือนเคย
---เช้าวันรุ่งขึ้น---
เดวิดทอดสายตามองยังห้องนอนของลูกสาวของตน แต่กลับได้ความเจ็บปวดกลับมาอย่างไม่คาดคิดเมื่อเห็นภาพลูกสาวของตนกำลังเก็บของสำคัญทุกอย่างเช่น เสื้อผ้า ผ้าห่ม ที่นอน และ เครื่องประดับต่างๆ เก็บลงในกระเป๋า”เบลเลน! ลูกกำลังจะทำอะไร”เดวิดถามลูกสาวของตนด้วยความตกใจ”พ่อ! หนูจะออกไปอยู่กับไซมอนในเฮอร์มอซา นะคะ”เบลเลนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา และเดินจากไปโดยทิ้งให้ผู้เป็นพ่อล้มลงด้วยความเจ็บปวด
วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554
philorophy16
คำว่า "เต็มใจทำ เต็มใจให้" คำพูด หรือสื่อความหมายอักษร ไม่ได้การันตี ว่าจริงเสมอไป
การกระทำ การแสดงออก จากจิตใจ จริงใจ นั่นคือ คำตอบ "เต็มใจให้ เต็มใจทำ"
การกระทำ การแสดงออก จากจิตใจ จริงใจ นั่นคือ คำตอบ "เต็มใจให้ เต็มใจทำ"
philorophy14
ปรัชญาของพ่อที่ย้ำเตือนเสมอ
"ลูกเอ๊ย พ่อบ่รวยคือเขา ลูกต้อง ขยัน อดทน พากเพียร ใฝ่หาความรู้ ให้หลายๆเด้อ"
"ลูกเอ๊ย พ่อบ่รวยคือเขา ลูกต้อง ขยัน อดทน พากเพียร ใฝ่หาความรู้ ให้หลายๆเด้อ"
philosophy13
" การสร้างทีมงานสามัคคี สิ่งสำคัญ คือคำพูดที่ดีจากหัวหน้าทีม
พูดดี สร้างแรงจูงใจ มีภาวะผู้นำ ทีมงานนั้น ฉันท์สามัคคีร่วมกัน "
philosophy12
" ฐานความคิดดี เกิดจากประสบการณ์ ความรู้จากอาจารย์ ครอบครัว
จงใช้ฐานคิดดี คิดในสิ่งที่ดีๆ เป็นประโยชน์ ต่อตนเอง และ สังคม "
จงใช้ฐานคิดดี คิดในสิ่งที่ดีๆ เป็นประโยชน์ ต่อตนเอง และ สังคม "
philosophy11
When I feel happy, I dare to laugh among people.
But when I feel blue I’ve just to cried with you
Because you’re the only one who understand me.
เมื่อมีความสุข ฉันกล้าที่จะหัวเราะต่อหน้าใครต่อใครมากมาย
แต่ในยามทุกข์เศร้า เธอคือคนเดียวที่ฉันกล้าจะร้องไห้ต่อหน้า
เพราะฉันรู้...มีเพียงเธอเท่านั้นที่จะเข้าใจฉัน
But when I feel blue I’ve just to cried with you
Because you’re the only one who understand me.
เมื่อมีความสุข ฉันกล้าที่จะหัวเราะต่อหน้าใครต่อใครมากมาย
แต่ในยามทุกข์เศร้า เธอคือคนเดียวที่ฉันกล้าจะร้องไห้ต่อหน้า
เพราะฉันรู้...มีเพียงเธอเท่านั้นที่จะเข้าใจฉัน
กำลังใจในตัวเอง
กำลังใจดีๆ ให้ตัวเอง ไม่มีใครเกิดมาไร้ค่า แม้แต่คนโง่ที่สุดยังฉลาดในบางเรื่อง และคนฉลาดที่สุด ก็ยังโง่ในหลายเรื่อง ไม่มีอะไรเสียเวลาไปมากกว่า การคิดที่จะย้อนกลับไปแก้ไขอดีตไม่เคยมีอะไรช้าเกินไป ที่จะทำใหสิ่งที่ตนฝัน คนที่ไม่เคยหิว ย่อมไม่ซาบซึ้งรสของความอิ่มความสำเร็จที่ผ่านความล้มเหลว ย่อมหอมหวานกว่าเดิมอันตรายที่สุดของชีวิตคนเราคือ การคาดหวัง อย่ายอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่ เหตุผลขอคนๆ หนึ่ง อาจไม่ใช่เหตุผลของคน อีกคนนึง ถ้าคุณไม่ลองก้าว คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่า ทางข้างหน้าเป็นอย่างไร ปัญหาทุกอย่างล้วนอยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไป หลังพายุผ่านไป ฟ้าย่อมสดใสเสมอ มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง คนเรา ไม่ต้องเก่งไปทุกอย่าง แต่จงสนุกกับงานทุกชิ้น ที่ได้ทำหัวใจของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่จุดหมาย หากอยู่ที่ประสบการณ์สองข้างทางากกว่า
philorophy11
And if you don't, don't worry,
Nothing bad will happen to you,
You will just miss out on the opportunity
to brighten someone's life with this message...
If you have missed the beauty of flowers that adorn the paths of our lives, scroll back...
แม้นว่าคุณมิได้ส่งบันทึกนี้ให้ใคร ก็โปรดสบายใจได้
ไม่มีอะไรเสียหายนอกจากว่าคุณได้เสียโอกาส
ที่จะใช้บันทึกนี้ช่วยให้ชีวิตใครบางคนแจ่มใสขึ้นบ้างเท่านั้นเอง
อนึ่ง...ถ้าคุณมัวแต่อ่านตัวหนังสือจนมิได้ชื่นชมความงามของมวลดอกไม้
ที่ช่วยให้ชีวิตของเราชุ่มชื่นใจแล้วล่ะก็...ก็ควรย้อนบันทึกนี้กลับไปชมด้วย
Nothing bad will happen to you,
You will just miss out on the opportunity
to brighten someone's life with this message...
If you have missed the beauty of flowers that adorn the paths of our lives, scroll back...
แม้นว่าคุณมิได้ส่งบันทึกนี้ให้ใคร ก็โปรดสบายใจได้
ไม่มีอะไรเสียหายนอกจากว่าคุณได้เสียโอกาส
ที่จะใช้บันทึกนี้ช่วยให้ชีวิตใครบางคนแจ่มใสขึ้นบ้างเท่านั้นเอง
อนึ่ง...ถ้าคุณมัวแต่อ่านตัวหนังสือจนมิได้ชื่นชมความงามของมวลดอกไม้
ที่ช่วยให้ชีวิตของเราชุ่มชื่นใจแล้วล่ะก็...ก็ควรย้อนบันทึกนี้กลับไปชมด้วย
philosophy10
Please send this message
To those people who mean something to you,
To those who have touched your life in one way or another,
To those who make you smile when you really need it,
To those that make you see the brighter side of things When you are really down,To those who you want to know
That you appreciate their friendship.
โปรดนำส่งบันทึกนี้ยังใครบางคนที่มีความหมายสำหรับคุณ
คนที่ได้เกี่ยวข้องกับคุณในทางใดทางหนึ่ง
อาจเป็นคนที่ทำให้คุณยิ้มได้ในขณะที่กำลังต้องการจะยิ้มให้ได้มากที่สุด
อาจเป็นคนที่เมื่อคุณตกต่ำที่สุดเขากลับช่วยชี้ให้คุณเห็นด้านดีที่สุดก็ได้ รวมทั้งมิตรสหายที่คุณอยากจะให้เขารู้ว่ามิตรภาพนี้มีค่ากับคุณมากเพียงใด
To those people who mean something to you,
To those who have touched your life in one way or another,
To those who make you smile when you really need it,
To those that make you see the brighter side of things When you are really down,To those who you want to know
That you appreciate their friendship.
โปรดนำส่งบันทึกนี้ยังใครบางคนที่มีความหมายสำหรับคุณ
คนที่ได้เกี่ยวข้องกับคุณในทางใดทางหนึ่ง
อาจเป็นคนที่ทำให้คุณยิ้มได้ในขณะที่กำลังต้องการจะยิ้มให้ได้มากที่สุด
อาจเป็นคนที่เมื่อคุณตกต่ำที่สุดเขากลับช่วยชี้ให้คุณเห็นด้านดีที่สุดก็ได้ รวมทั้งมิตรสหายที่คุณอยากจะให้เขารู้ว่ามิตรภาพนี้มีค่ากับคุณมากเพียงใด
philosophy9
When you were born, you were crying
And everyone around you was smiling.
Live your life so that when you die,
You're the one who is smiling
And everyone around you is crying.
And everyone around you was smiling.
Live your life so that when you die,
You're the one who is smiling
And everyone around you is crying.
philosophy8
The happiest of people
Don't necessarily have the best of everything;They just make the most of everything that comes along their way. Happiness lies for Those who cry,
Those who hurt,Those who have searched, And those who have tried,
For only they can appreciate the importance of people
Who have touched their lives.
อย่ามัวไปขวนขวายหาสิ่งที่ดีที่สุด.. ชีวิตเราจะต้องพบพานกับหลายสิ่งหลายอย่างที่เลือกไม่ได้และไม่ได้เลือก “ความสุข” จะรอให้พานพบประสบได้
ก็แต่เฉพาะคนที่รู้จักร้องไห้ รู้จักเจ็บปวด รู้จักแสวงหา และรู้จักลงมือลงแรง เพราะมีแต่คนเหล่านี้เท่านั้นที่จะตระหนักได้ถึงคุณค่าของสิ่งที่ได้มา
และความสำคัญของคนอื่นที่ได้ช่วยเกื้อหนุน
Don't necessarily have the best of everything;They just make the most of everything that comes along their way. Happiness lies for Those who cry,
Those who hurt,Those who have searched, And those who have tried,
For only they can appreciate the importance of people
Who have touched their lives.
อย่ามัวไปขวนขวายหาสิ่งที่ดีที่สุด.. ชีวิตเราจะต้องพบพานกับหลายสิ่งหลายอย่างที่เลือกไม่ได้และไม่ได้เลือก “ความสุข” จะรอให้พานพบประสบได้
ก็แต่เฉพาะคนที่รู้จักร้องไห้ รู้จักเจ็บปวด รู้จักแสวงหา และรู้จักลงมือลงแรง เพราะมีแต่คนเหล่านี้เท่านั้นที่จะตระหนักได้ถึงคุณค่าของสิ่งที่ได้มา
และความสำคัญของคนอื่นที่ได้ช่วยเกื้อหนุน
philosophy7
Always put yourself in others' shoes.
If you feel that it hurts you,
It probably hurts the other person, too.
จงรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา..เหมือนรู้จักลองหยิบรองเท้าเขามาใส่ดูบ้าง
ถ้ามันคับมันเจ็บมันปวด เขาก็ต้องเจ็บต้องปวดเหมือนกันใช่ไหม?
If you feel that it hurts you,
It probably hurts the other person, too.
จงรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา..เหมือนรู้จักลองหยิบรองเท้าเขามาใส่ดูบ้าง
ถ้ามันคับมันเจ็บมันปวด เขาก็ต้องเจ็บต้องปวดเหมือนกันใช่ไหม?
philosophy6
May you have
Enough happiness to make you sweet,
Enough trials to make you strong,
Enough sorrow to keep you human,
And enough hope to make you happy.
ขอน้อมอวยพรให้คุณ
จงประสบความสุขมาอย่างเพียงพอจนเป็นคนที่อ่อนหวานมีชีวิตชีวา
จงผ่านพบเส้นทางวิบากในชีวิตจนพอที่จะทำให้เป็นคนเข้มแข็ง
จงลิ้มชิมความเศร้าโศกมาพอที่จะทำให้เป็นผู้เป็นคนธรรมดา
จงมีความหวังอยู่อย่างเพียงพอที่จะทำให้เป็นสุขได้ทุกทิวาวาร
Enough happiness to make you sweet,
Enough trials to make you strong,
Enough sorrow to keep you human,
And enough hope to make you happy.
ขอน้อมอวยพรให้คุณ
จงประสบความสุขมาอย่างเพียงพอจนเป็นคนที่อ่อนหวานมีชีวิตชีวา
จงผ่านพบเส้นทางวิบากในชีวิตจนพอที่จะทำให้เป็นคนเข้มแข็ง
จงลิ้มชิมความเศร้าโศกมาพอที่จะทำให้เป็นผู้เป็นคนธรรมดา
จงมีความหวังอยู่อย่างเพียงพอที่จะทำให้เป็นสุขได้ทุกทิวาวาร
philosophy5
Don't go for looks; they can deceive.
Don't go for wealth; even that fades away.
Go for someone who makes you smile, Because it takes only a smile
to make a dark day seems bright.
Find the one that makes your heart smile!
อย่าเที่ยวหาคนรูปงาม..เพราะมีอะไรที่ยังมองไม่เห็นอีกมาก
อย่าปลงใจกับใครเพราะความร่ำรวย..เนื่องจากเป็นสิ่งไม่จีรัง
จงหยุดยั้งกับใครบางคนที่ทำให้คุณแย้มยิ้มได้
เพราะมีแต่รอยยิ้มเท่านั้นที่จะทำให้วันคืนอันมืดมิดในชีวิตสว่างไสวขึ้นมา
หวังว่าคุณคงโชคดีพอจะพบคนคนหนึ่งที่ทำให้หัวใจของคุณยิ้มได้
Don't go for wealth; even that fades away.
Go for someone who makes you smile, Because it takes only a smile
to make a dark day seems bright.
Find the one that makes your heart smile!
อย่าเที่ยวหาคนรูปงาม..เพราะมีอะไรที่ยังมองไม่เห็นอีกมาก
อย่าปลงใจกับใครเพราะความร่ำรวย..เนื่องจากเป็นสิ่งไม่จีรัง
จงหยุดยั้งกับใครบางคนที่ทำให้คุณแย้มยิ้มได้
เพราะมีแต่รอยยิ้มเท่านั้นที่จะทำให้วันคืนอันมืดมิดในชีวิตสว่างไสวขึ้นมา
หวังว่าคุณคงโชคดีพอจะพบคนคนหนึ่งที่ทำให้หัวใจของคุณยิ้มได้
philorophy4
It takes only a minute to get a crush on someone,
An hour to like someone, And a day to love someone,
But it takes a lifetime to forget someone.
คนบางคน เราอาจใช้เวลาเพียงนาทีเดียวเราก็ตัดสินใจบดขยี้เขาได้
คนบางคนเจอแค่ชั่วโมงเดียวก็ชอบได้แล้ว
ยิ่งบางคนใช้เวลาเพียงวันเดียวก็รักได้เลย
แต่มีบางคนจริงๆเท่านั้นที่ใช้เวลาทั้งชีวิต..ก็ยังลืมเขาไปไม่ได้
An hour to like someone, And a day to love someone,
But it takes a lifetime to forget someone.
คนบางคน เราอาจใช้เวลาเพียงนาทีเดียวเราก็ตัดสินใจบดขยี้เขาได้
คนบางคนเจอแค่ชั่วโมงเดียวก็ชอบได้แล้ว
ยิ่งบางคนใช้เวลาเพียงวันเดียวก็รักได้เลย
แต่มีบางคนจริงๆเท่านั้นที่ใช้เวลาทั้งชีวิต..ก็ยังลืมเขาไปไม่ได้
philosophy3
We never get what we want,We never want what we get,
We never have what we like,We never like what we have.
And still we live & love. That's life...
เรามักไม่ได้มาซึ่งสิ่งที่เราต้องการ
สิ่งที่เราไม่ต้องการเรากลับมักจะได้มา
เรามักจะไม่มีในสิ่งที่เราชื่นชอบแต่อะไรที่เราไม่ชอบเรากลับมักจะมี
ถึงอย่างไร...เราก็ยังมีชีวิตอยู่และต้องรู้จักอยู่ในโลกด้วยความรักต่อไป นี่คือ...ความจริงในชีวิต
We never have what we like,We never like what we have.
And still we live & love. That's life...
เรามักไม่ได้มาซึ่งสิ่งที่เราต้องการ
สิ่งที่เราไม่ต้องการเรากลับมักจะได้มา
เรามักจะไม่มีในสิ่งที่เราชื่นชอบแต่อะไรที่เราไม่ชอบเรากลับมักจะมี
ถึงอย่างไร...เราก็ยังมีชีวิตอยู่และต้องรู้จักอยู่ในโลกด้วยความรักต่อไป นี่คือ...ความจริงในชีวิต
philosophy2
It's true that we don't know
What we've got until it's gone,
But it's also true that we don't know
What we've been missing until it arrives..
จริงอยู่ว่า..เรามักจะไม่รู้คุณค่าในสิ่งที่เรามี
จนกระทั่งสูญเสียไปแล้ว ถึงจะรู้สึก
แต่ก็จริงอีกเหมือนกันว่า..เรามักจะไม่รู้คุณค่าของสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิต
จนเมื่อได้พบพานเข้าจริงๆแล้ว ถึงได้รู้สึกถึงความสูงค่านั้น
What we've got until it's gone,
But it's also true that we don't know
What we've been missing until it arrives..
จริงอยู่ว่า..เรามักจะไม่รู้คุณค่าในสิ่งที่เรามี
จนกระทั่งสูญเสียไปแล้ว ถึงจะรู้สึก
แต่ก็จริงอีกเหมือนกันว่า..เรามักจะไม่รู้คุณค่าของสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิต
จนเมื่อได้พบพานเข้าจริงๆแล้ว ถึงได้รู้สึกถึงความสูงค่านั้น
philosophy1
Giving someone all your love is never an assurance that they'll love you back! Don't expect love in return Just wait for it to grow in their heart,
But if it doesn't, be content it grew in yours.
ความรักที่มอบให้ใครสุดหัวใจนั้น ไม่ใช่หลักประกันเลยว่าเขาจะรักเราตอบแทน
ถ้าจะรักใครก็จงอย่าคาดหวังว่าเขาจะรักตอบ
คุณต้องเฝ้ารอให้มันงอกงามหยั่งรากลงในหัวใจของเขาเอง
ซึ่งแม้นว่าจะไม่เกิดขึ้น ก็จงชื่นใจที่ต้นรักได้มางอกงามในหัวใจของเราแล้ว
วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ภาษาไทยวิบัติ
คุณคิดอย่างไรกับบทความนี้
เราว่านะประเทศไทยเรามีวัยรุ่นที่ไม่ดีอาศัยอยู่เพราะมักเจอบ่อยได้ใน facebook,hi5,twitter,google talk อะไรทำนองนั้นมักจะมีคำภาษาไทยใหม่ๆให้คุณเรียนรู้เสมอเช่น กรู-กู(ฉัน) เมิง-มึง(เธอ) หนม-ขนม เป็นต้น
แล้วคุณล่ะคิดอย่างไรกับภาษาพวกนี้
เราว่านะประเทศไทยเรามีวัยรุ่นที่ไม่ดีอาศัยอยู่เพราะมักเจอบ่อยได้ใน facebook,hi5,twitter,google talk อะไรทำนองนั้นมักจะมีคำภาษาไทยใหม่ๆให้คุณเรียนรู้เสมอเช่น กรู-กู(ฉัน) เมิง-มึง(เธอ) หนม-ขนม เป็นต้น
แล้วคุณล่ะคิดอย่างไรกับภาษาพวกนี้
วัฒนธรรมไทย
เอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทย
ศาสนา
ศาสนาเป็นสถาบันที่สำคัญควบคู่กับสังคมมนุษย์มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ ไม่ว่า สังคมของชนชาติใด หรือภาษาใด เพราะศาสนาเป็นสิ่งที่มากับชีวิตมนุษย์ทุกคน และมีความ สัมพันธ์ ต่อปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในสังคมมนุษย์เป็นอย่างมาก เนื่องจากศาสนา เป็นสื่อระหว่าง มนุษย์กับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีอำนาจเหนือมนุษย์ ฉะนั้นศาสนาจึงเป็นที่รวมของความ เคารพนับถือสูงสุดของมนุษย์เป็นที่พึ่งทางด้านจิตใจ และเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อให้ เข้าถึงสิ่งสูงสุดตามอุดมการณ์หรือความเชื่อถือนั้น ๆ และศาสนาเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการสร้าง สรรค์วัฒนธรรมด้านอื่น ๆ แทบทุกด้าน เช่น วัฒนธรรมทางการเมืองการปกครองเศรษฐกิจ ศิลปกรรม วรรณกรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ
พุทธศาสนากับชีวิตประจำวันของคนไทย
คนไทยมีความสัมพันธ์กับพระพุทธศาสนามาเป็นเวลานานนับพันปีเศษมาแล้ว พุทธ ศาสนิกชนทั้งหลายมีความรู้สึกเคารพและศรัทธาในพุทธศาสนาฝังอยู่ในสายเลือดของคนไทยมา ตั้งแต่เกิดจนตาย พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่จำเป็นต่อสังคมไทยเป็นอย่างมาก เพราะศาสนาพุทธ ได้ผูกมัดจิตใจคนไทยทั้งชาติให้เป็นคนรักสันติ รักอิสระเสรี มีนิสัยโอบอ้อมอารี มีความเมตตา กรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน พุทธศาสนาได้ฝังรากลงในจิตใจของ คนไทยทั้งใน อดีตและปัจจุบัน คนไทยจึงได้แสดงออกทางศิลปกรรมต่าง ๆ เช่น จิตรกรรมมักจะเป็นเรื่องราว เกี่ยวกับชาดกต่าง ๆ ในพุทธประวัติด้านสถาปัตยกรรมก็มีการสร้างวัดวาอารามต่าง ๆ โบสถ์ วิหาร เจดีย์ เป็นต้น ส่วนดนตรีไทยก็ให้ความเยือกเย็นตามแนวทางสันติของพุทธศาสนา ด้วยอิทธิพลของ หลักธรรมในพระพุทธศาสนาทำให้จิตใจของคนไทยแสดงออกมาในลักษณะที่เยือกเย็นมีความเกื้อกูลปรองดองกัน ให้การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และทำให้คนไทยพอใจในการดำรงชีวิต อย่าง สงบสุขมาจนกระทั่งทุกวันนี้
ศิลปกรรม
ชนชาติไทยเป็นชนชาติที่มีเอกลักษณ์ทางศิลปกรรมสูงงานศิลปะเป็นงาน ที่ให้ความรู้สึกทางด้านสุนทรีย์ของมนุษย์ที่มีจิตใจสูง ซึ่งถ่ายทอดความรู้สึกที่มีคุณค่าทางจิตใจ ส่งผลให้คนไทยเป็นผู้มีวัฒนธรรมทางจิตใจที่ถ่ายทอดทางอารมณ์ได้ 2 ลักษณะคือ
2.1. ถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรม ได้แก่ สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม และประณีตศิลป์
2. 2. ถ่ายทอดออกมาไม่เป็นรูปธรรม ได้แก วรรณคดี ดนตรี และนาฏศิลป์ ศิลปวัฒนธรรมไทยที่ปรากฏจะสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของพุทธศาสนา การถ่ายทอดทาง อารมณ์ทั้ง 2 ลักษณะ ก่อให้เกิดวัฒนธรรมซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะชาติของคนไทย ซึ่งจะกล่าว ต่อไปนี้
สถาปัตยกรรม
สถาปัตยกรรม เป็นผลทางวัตถุที่ได้รับการสร้างสรรค์ด้วยศิลปและวิทยาการในการก่อสร้าง เป็นสิ่งที่อำนวยประโยชน์แก่มนุษย์ทั้งในด้านความสะดวกสบาย ปลอดภัย และพึงพอใจ ควรสร้างสรรค์งานทางด้านศิลปแห่งการก่อสร้างมิให้จำกัดจำเพาะเพียงแต่การสร้าง ที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ในความเชื่อและศรัทธาในศาสนา ก็เป็นเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้คน สร้างสรรค์งานทางด้านสถาปัตยกรรมขึ้น ต่างไปจากความมั่นคงแข็งแรงและสวยงาม ซึ่งเป็นผล ต่อจิตใจของผู้คนส่วนรวม
ประเภทของสถาปัตยกรรมไทย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิต ของ คนไทย จำแนกได้ 4 ประเภท กล่าวคือ
1. สถาปัตยกรรมทางพระพุทธศาสนา จัดเป็นสถาปัตยกรรมที่สร้าง ขึ้นตามวัดวาอารามต่างๆ เพื่อประโยชน์ทางพุทธศาสนา มีดังนี้ พระสถูปเจดีย์ต่างๆ พระมหาธาตุ เจดีย์ พระพุทธปรางค์ พระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ กุฏิ หอฉัน ซุ้ม ระเบียง กำแพงแก้ว ศาลาราย เป็นต้น
2. สถาปัตยกรรมประเภทปูชนียสถาน เป็นสถาปัตยกรรมที่จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานอันควรแก่การสักการบูชาของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จำแนกเป็นพระ สถูปเจดีย์และพระปรางค์ ปูชนียสถานดังกล่าวนี้ใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ แต่เมื่อใดที่มีการสร้างพระอุโบสถเป็นประธานของวัดแล้วความสำคัญของพระสถูปและพระปรางค์ก็จะลดลงไปเพียงส่วนประกอบของเขตพุทธาวาสเท่านั้น
3. สถาปัตยกรรมประเภทอาคารสถาน คือ สถานที่ซึ่งก่อสร้าง ขึ้น เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานปูชนียวัตถุ มีรูปแบบเป็นเรือนหรือโรงอันเป็นที่อยู่อาศัยประจำ เป็นที่ประชุมคณะสงฆ์หรือพุทธศาสนิกชนประกอบพิธีกรรมเช่น เป็นสถานที่ประกอบพิธีอุปสมบท และ เป็นที่รับกฐินตลอดจนประโยชน์อื่น ๆ ได้แก่ เป็นที่สวดพระอภิธรรม เป็นที่พักของอุโบสถ เป็นที่ บอกเวลา เป็นที่เก็บพระธรรม เป็นต้น สถาปัตยกรรมประเภทอาคารสถาน ได้แก่ วิหาร โบสถ์ และ สถาปัตยกรรมประเภทบริวารสถาน (พระระเบียง หอไตร ศาลาการเปรียญ ศาลาบาตร ศาลาราย ศาลาเปลื้องเครื่อง สีมาและซุ้มสีมา กำแพงแก้ว) เป็นต้น
4. สถาปัตยกรรมประเภทที่อยู่อาศัยหรือสถาปัตยกรรม พื้นบ้าน ของไทยคือศิลปะหรือวิธีการว่าด้วยการก่อสร้างที่ชาวบ้านยึดถือปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่สืบ ทอด ต่อกันมา ซึ่งประกอบด้วยคตินิยมในการเลือกใช้วัสดุ กรรมวิธีการสรรหา ใช้รูปแบบ และ องค์ประกอบสำคัญ ที่มุ่งประโยชน์ใช้สอยของสิ่งก่อสร้างและการตกแต่งสิ่งเหล่านี้จะต้องปรากฏให้เห็นเป็นลักษณะร่วมของชุมชนนั้นอย่างปกติ
ลักษณะของสถาปัตยกรรมพื้นบ้านจะมีความสัมพันธ์กับสภาพภูมิประเทศ ดินฟ้า อากาศทรัพยากรธรรมชาติในเขตของท้องถิ่น ขีดความสามารถในการผลิตและเทคนิควิทยาการของชุมชน คติความเชื่อพื้นฐานของชุมชน ตลอดจนคติของศาสนา และวัฒนธรรมของกลุ่มชนอื่นที่ชุมชนนั้น ๆ มีความพึงพอใจ ทั้งยังขึ้นอยู่กับประโยชน์ใช้สอยหลักของชุมชนอีกด้วย
สถาปัตยกรรมพื้นบ้านของไทยจำแนกได้ตามสภาพภูมิศาสตร์ โดย จัดแบ่งสถาปัตยกรรมพื้นบ้านภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ ซึ่งแต่ละภูมิภาคจะมีการปลูกสร้างทีอยู่อาศัย โดยสืบทอดเอกลักษณ์พิเศษของเรือแต่ละ ภูมิภาค ให้คงไว้ซึ่งรูปแบบของเรือนไทยเฉพาะภูมิภาคปรากฏในเรือนเครื่องผูกภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้ ดังที่เรียกกันว่าเรือนพื้นถิ่น ส่วนเรือนเครื่องสับหรือเรือนไทย ปรากฏ ลักษณะเฉพาะแบบไทยตั้งแต่การมุงหลังคา การวางตัวเรือนหรือรูปเรือน ในภาคเหนือมีเอกลักษณ์ ส่วนบนหัวจั่วลักษณะกาแล ภาคกลางลักษณะป้านลมมีเหงา ภาคใต้เรือนที่มีหลังคาทรงปั้นหยา
การสร้างเรือนไทย เป็นการแสดงภูมิปัญญาของคนไทยที่ปลูกสร้าง ตามความเหมาะสมของสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศของแต่ละภูมิภาค การปลูกเรือนได้ ถ่ายทอดคตินิยมของคนไทย นับตั้งแต่ความเชื่อนั้นเป็นมงคลแก้ผู้อยู่อาศัย โดยเริ่มต้นจากการเลือกสถานที่ปลูกเรือน การลงเสา การดูฤกษ์ยาม รวมถึงการตั้งพระภูมิเจ้าที่ ซึ่งเป็นการนำคติ พราหมณ์ มาใช้ในการดำรงชีวิตเพื่อความสุขชั่วลูกชั่วหลาน
ประติมากรรม
งานประติมากรรมไทยทั่วไป หมายถึง รูปภาพที่เป็นรูปร่างปรากฏแก่สายตาสามารถสัมผัสได้โดยตรงด้วยการจับต้องซึ่งเกิดจากการสร้างสรรค์ด้วยวิธีการปั้น หล่อ แกะสลัก เป็นต้น เพื่อตอบสนองความเชื่อ ความพึงพอใจ ความภาคภูมิใจ ร่วมไปกับการดำรงชีวิต ทั้งส่วนบุคคลและชนในสังคมไทยเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดประสบการณ์ ค่านิยมที่ได้รับ จากสิ่งแวดล้อมและได้แสดงออกมาเป็นงานประติมากรรมอันเป็นสัญลักษณ์ประจำชนชาตินั้น ๆ
ลักษณะงานประติมากรรมไทย แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะคือ
1. งานประติมากรรมที่มีลักษณะเป็นรูปทรงลอยตัว (Sculpture in the round) งานสร้างสรรค์รูปทรงในลักษณะ เช่น เป็นการสร้างทำรูปภาพให้เกิดขึ้นจากส่วนฐานซึ่งรองรับอยู่ทางตอนล่างรูปทรงของงานประติมากรรม อาจแสดงรูปแบบที่แลดูได้ทุกด้าน หรือแสดงทิศทางและการเฉลี่ยน้ำหนักลงสู่ฐานงานประติมากรรมไทยที่มีลักษณะเป็นรูปทรงลอยตัวนี้ ตัวอย่าง พระพุทธรูปเทวรูปต่าง ๆ เช่น รูปพระนารายณ์ทรงปืน ที่หน้าพระที่นั่งพุทธไธยสวรรค์ในบริเวณพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ และรูปนางธรณีบีบมวยผม หน้ากระทรวงยุติธรรม กรุงเทพมหานคร เป็นต้น
2. งานประติมากรรมที่มีลักษณะเป็นรูปทรงแบบราบมีพื้นรองรับ (Sculpture in the relief) งานสร้างสรรค์รูปทรงประติมากรรมเช่นนี้ เป็นการสร้างและนำเสนอ รูปทรงแต่จำเพาะด้านใดด้านหนึ่งให้ปรากฏแก่ตา โดยลำดับรูปทรงต่าง ๆ ลงบนพื้นราบซึ่งรองรับ อยู่ทางด้านหลังแห่งรูปทรงทั้งปวงการเคลื่อนไหวและทิศทางของรูปภาพอาจกระทำได้ในทางราบขนานไปกับพื้นผิวระนาบของพื้นหลังงานประติมากรรมในลักษณะนี้ แสดงรูปทรงและเนื้อหาให้ ปรากฏเห็นได้จำเพาะแต่เพียงด้านเดียว ตัวอย่างเช่น รูปภาพปั้นปูนเรื่องเรื่องทศชาติชาดกที่วัดไล อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี ลวดลายไม้บานประตูพระวิหารพระศรีศากยมุนี วัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพมหานคร เป็นต้น
3.งานประติมากรรมที่มีลักษณะเป็นรูปทรงจมอยู่ในพื้น (Sculpture in the mcise) งานประติมากรรมลักษณะเช่นที่ว่าเป็นผลอันเกิดแต่การสร้างสรรค์รูปทรงต่าง ๆ ให้ปรากฏและมีอยู่ในพื้นที่รองรับอยู่นั้น งานประติมากรรมจึงมีลักษณะเป็นทั้งรูปภาพที่เกิดขึ้นด้วยเส้นขีดเป็นทางลึกลงในพื้น (Incise Line) อย่างหนึ่ง กับรูปภาพซึ่งเกิดขึ้นโดยการเจาะหรือฉลุส่วนที่เป็นพื้นออก(Craving)ให้คาไว้แต่ส่วนที่เป็นรูปภาพงานประติมากรรมลักษณะดังกล่าว เป็นการนำเสนอรูปแบบและเนื้อหาให้ปรากฏและแลเห็นได้จำเพาะแต่ด้านเดียว เช่นเดียวกับงานประติมากรรมลักษณะที่กล่าวมาแล้วในข้อ 2 ตัวอย่างเช่น ภาพลายเส้นในรอยพระพุทธบาทสัมฤทธิ์สมัยสุโขทัย ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นตัวอย่างงานประติมากรรมที่สร้างทำด้วยวิธีขีดเส้นเป็นทางลึกลงไปในพื้นรูปภาพหนังใหญ่ สลักเป็นตัวละครในเรื่อง รามเกียรติ์ นี้เป็นตัวอย่างทำงานประติมากรรมที่มีรูปทรงจมอยู่ในพื้น โดยการฉลุหรือเจาะส่วนพื้นออกทิ้ง เหลือไว้แต่ส่วนที่เป็นรูปภาพ
อนึ่งงานประติมากรรมไทย นอกเสียจากลักษณะต่าง ๆ ดังกล่าว ในแต่ละข้อข้างต้นนี้แล้ว ยังมีงานสร้างสรรค์รูปทรงที่ว่าเป็นงานประติมากรรมได้อีกลักษณะหนึ่ง คืองานประติมากรรมลักษณะที่เป็นสิ่งห้อยหรือแขวน (Mobile) เช่นรูปพวงปลาตะเพียนสานด้วย ใบลาน ทำเป็นเครื่องห้อยรูปพวงกระจับทำด้วยเศษผ้าใช้แขวน รูปพวงกลางทำร้อยด้วยดอก ไม้สด ใช้แขวนต่างเครื่องประดับ เป็นต้น
จิตรกรรมไทย
งานจิตรกรรมไทยเป็นงานสร้างสรรค์ทางศิลปะด้วยการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดออกมาเป็นรูปภาพเพื่อสื่อความหมายก่อให้เกิดความรู้สึกยอมรับ ความพึงพอใจและมีความสุข
การเขียนรูปภาพจิตรกรรมในประเทศไทย นับแต่โบราณกาล จนถึง ปัจจุบันมักเขียนขึ้นเพื่อนำมาใช้อธิบายพรรณนา หรือลำดับเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา โดยเฉพาะเกี่ยวกับพุทธประวัติ การพรรณนาและลำดับเรื่องอดีตชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อยังเสวยชาติเป็นพระโพธิสัตว์หรืออธิบายความเชื่อและเหตุผลแห่งหลักธรรมต่างๆ ให้คนทั่วไปเกิด ความเข้าใจและยอมรับได้โดยง่าย นอกจากนั้นยังแสดงพฤติกรรมและความเป็นไปในวิถีชีวิตของ คนไทย โดยสามารถจำแนกออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้
1. เรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เช่น พระพุทธประวัติ เรื่องทศชาติ ไตรภูมิพระร่วง เป็นต้น รูปภาพแสดงเรื่องราวและเหตุการณ์เหล่านี้มักจะเขียนรูปภาพ ขนาดใหญ่เต็ม พื้นฝาผนังภายในพระอุโบสถ
2. เรื่องเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมและประเพณี เขียนขึ้นเพื่อแสดง รูปแบบ ของความเชื่อในขนบธรรมเนียมและประเพณีที่ถือปฏิบัติในเวลานั้นให้คนทั้งหลายได้รู้เห็น เข้าใจและปฏิบัติได้ถูกต้อง เช่น ประเพณีต่าง ๆ ที่มีใน 12 เดือน ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต เป็นต้น
3. เรื่องเกี่ยวกับวิชาการ เป็นตำราความรู้ต่าง ๆ ในเมืองไทย แต่ก่อนที่ทำเป็นสมุดมีรูปภาพประกอบ เพื่อแสดงตัวอย่างให้เห็นชัดเจน เช่น ตำราฟ้อนรำ ตำรา ดูแมว ตำราชกมวย ตำราพิชัยสงคราม เป็นต้น
4. เรื่องเกี่ยวกับวรรณคดี ในสมัยก่อนคนที่ไม่รู้หนังสือมีอยู่มาก ดังนั้นการใช้รูปภาพเขียนลำดับความจากวรรณคดีเรื่องต่าง ๆ ช่วยทำให้คนทั่วไปสามารถรับรู้ และประจักษ์ในคุณค่าแห่งวรรณคดีได้ วรรณคดีเรื่องที่นิยมนำมาเขียนเป็นรูปภาพ มีอยู่หลายเรื่องด้วยกัน อาทิเช่น รามเกียรติ์ อิเหนา สังข์ทอง เป็นต้น
5. เรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ซึ่งนิยมเขียนขึ้นมาในสมัยกรุง รัตนโกสินทร์เป็นเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์สมัยต่าง ๆ เช่น พระราชพงศาวดาร สมัยกรุงศรีอยุธยา พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงยุทธหัตถี เป็นต้น (จุลทัศน์ พยาฆรานนท์, 2521 : 225-226)
ประณีตศิลป์
ประณีตศิลป์เป็นศิลปกรรมที่งดงามและทรงคุรค่ามากอีกสาขาหนึ่ง ประณีตศิลป์ที่นิยมทำมากในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้แก่
1. งานช่างประดับมุก เป็นศิลปะที่นิยมทำกันมากในสมัยรัชกาลที่ 1 ผลงานชิ้นเอกในสาขานี้คือ พระแท่นราชบัลลังก์ประจำพระที่นั่งุสิตมหาปราสาท องค์พระแท่นสร้างด้วยไม้ประดับมุขเป็นลายกระหนก งานประดับมุกที่งดงามมากอีกชิ้นหนึ่งคือ บานประตูพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม นอกจากนั้นยังมีบานประตูประดับมุกวัดพระเชตุพนวิมล มังคลาราม วัดราชโอรสาราม ตู้ประดับมุขทรงมณฑป และพระแท่นบรรจถรณ์ประดับมุข เป็นต้น
2. งานสลักไม้ งานสลักไม้ที่จัดเป็นศิลปะชิ้นเอกและ มีความสำคัญมากคือ การสลักไม้ประกอบพระมหาพิชัยราชรถและเวชยันต์ราชรถ
3. เครื่องถ้วยเบญจรงค์ ในสมัยราชกาลที่ 2 นิยมสั่งเครื่องถ้วย เบญจรงค์จากประเทศจีน โดยชาวไทยออกแบบรูปทรงและลวดลายส่งไปให้ช่างจีนทำ ลายที่นิยมส่งไปให้ทำได้แก่ ลายเทพพนม ลายราชสีห์ และลายกินนร เป็นต้น ที่เรียกว่าเบญจรงค์ เพราะเขียน ด้วยสี 5 สี คือ สีแดง เขียว น้ำเงิน เหลือง และดำ นอกจากนั้นยังมีลายที่เขียนด้วยทอง เรียกว่า ลายน้ำทอง
4. งานช่างทองรูปพรรณ รัชกาลที่ 1 ให้ฟื้นฟูและทะนุบำรุง ช่างทองรูปพรรณขึ้นใหม่ที่สำคัญได้แก่เครื่องราชกกุธภัณฑ์ ซึ่งประกอบด้วยพระมหาพิชัย
มงกุฎ พระแสงขรรค์ชัยศรีธารพระกร พระแส้ พัดวาลวิชนี และฉลองพระบาทเชิงงอน นอกจากนี้ยังมีเครื่อง ราชอิสริยาภรณ์ เครื่องราชูปโภค เครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ทำด้วยทองคำจำหลัก ประดับอัญมณี
5. งานช่างถมยาดำ รัชกาลที่ 2 ให้ฟื้นฟูและฝึกหัดวิชาการทำ เครื่องถมขึ้น วิชาการสาขานี้รุ่งเรืองและแพร่หลายมากที่เมืองนครศรีธรรมราช ผลงานชิ้นเอกของ สาขานี้คือ พระราชยานถมที่พระยานคร (น้อย) ทำขึ้นถวายรัชกาลที่ 2 พระราชยานถม นี้ทำอย่างพระยานมาส มีโครงเป็นไม้หุ้มด้วยเงิน ถมยาดำทาทอง (เสนอ นิลเดช และคณะ. 2537 : 20)
วรรณคดี
วรรณคดีเป็นงานทางศิลปะที่มุ่งให้ความเพลิดเพลินทางใจและให้อารมณ์แก่ผู้อ่าน ดังนั้นภาษาที่ใช้จึงต้องมีความประณีต งดงาม และส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักเป็นส่วนใหญ่ การอ่านวรรณคดีมักจะได้รับอารมณ์ ประทับใจ สุขใจ เห็นใจ หรือซาบซึ้งใจ
วรรณคดีไทยมีลักษณะการดำเนินเรื่องหลายรูปแบบ ดังนี้
1. วรรณคดีนิทานประเภทจักร ๆ วงศ์ ๆ ซึ่งหมายถึงชื่อของ พระเอก มักมีคำว่า "จักร" หรือ "วงศ์" เช่น ลักษณะวงศ์ จักรแก้ว ศิลป์สุริวงศ์ เป็นต้น การดำเนินเรื่องวรรณคดี ประเภทนี้ มักมีโครงเรื่องอย่างเดียวกัน คือเป็นเรื่องที่พระเอกและนางเอกต้องพรัดพรากจากกัน พระเอกออกติดตามนางเอกและผจญภัยมากมายจนที่สุดก็พบนางเอกในปั้นปลาย
2. วรรณคดีนิทานที่มีเค้าเรื่องจริง ซึ่งมักเป็นเรื่องราวของบุคคล ที่เชื่อว่ามีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ เช่น ลิลิตพระลอ ขุนช้างขุนแผน ผาแดงนางไอ่ เงาะป่า ไกรทอง อิเหนา
3. วรรณคดีที่เป็นการพรรณนาอารมณ์รักโดยตรง วรรณคดีประเภทนี้มีเนื้อหาเป็นการรำพันความรักอันเกิดจากต้องพลัดพรากจากนางอันเป็นที่รัก หรือบทที่กวีต้อง เดินทางจากนางไปในแดนไกล เช่น วรรณคดีนิราศ เช่น นิราศพระบาท กาพย์ห่อโคลง นิราศ ธารโศก
4. วรรณคดีที่เป็นการพรรณนาอันแฝงอารมณ์รัก เป็นวรรณคดี ที่ผู้แต่งพรรณนาสิ่งต่าง ๆ โดยแฝงอารมณ์รักไว้ด้วย เช่น วรรณคดีประเภทกาพย์เห่เรือ
5. วรรณคดีพิธีกรรม พิธีกรรมเป็นเรื่องของการกระทำ ในสังคม ที่มุ่งผลด้านจิตใจ ดังนั้นจึงมักมีบทสวดเพื่อให้เกิดผลทางใช้แก่ผู้ร่วมประกอบพิธี เช่น ลิลิตโองการ แช่งน้ำ ซึ่งเป็นงานประพันธ์ในสมัยอยุธยาตอนต้น
6. วรรณคดีศาสนา ศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อและศรัทธา ดังนั้น จึงมีวรรณคดีที่สร้างความประทับใจและเกิดศรัทธาขึ้นในหมู่ศาสนิกชน เช่น มหาชาติคำหลวง มหาชาติคำกลอนเทศน์ ปฐมสมโพธิกถา ซึ่งเป็นพุทธประวัติที่แต่งด้วยร้อยแก้ว กวีคือสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส
7. วรรณคดีคำสอน เป็นวรรณคดีที่แต่งขึ้นเพื่ออบรมจริยธรรม ขนบ ธรรมเนียมประเพณี ค่านิยม ความเชื่ออันเป็นวัฒนธรรมของสังคม เป็นการถ่ายทอด วัฒนธรรม ของสังคม เช่น พระมาลัยคำหลวง นันโทนันทสูตรคำหลวง ทศชาติ พญาคำกองสอนไพร่ ซึ่งเป็นวรรณคดีคำสอนทางอีสานเป็นเรื่องอบรมประชาชน ในเมืองของตนในการครองเรือน การหาความรู้ หน้าที่พ่อบ้านแม่บ้าน กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ สุภาษิตสอนหญิง สวัสดิรักษาคำกลอน เป็นต้น
8. วรรณคดีประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องราวข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใน ประวัติศาสตร์ โดยกวีสอดแทรกจินตนาการและการใช้ภาษาให้ไพเราะ เช่น ลิลิตตะเลงพ่าย เป็นต้น
ดนตรีไทย
ดนตรีไทย หมายถึง เสียงที่ประกอบกันเป็นทำนองเพลง เครื่อง บรรเลง ซึ่งมีเสียงดังทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน เกิดอารมณ์รัก โศก และรื่นเริง เป็นต้น ดนตรี มีรากศัพท์จากภาษาบาลีว่า ตนฺติ ภาษาสันสกฤตว่า ตนฺตริน เมื่อแผลงมาเป็นคำว่าดนตรีในภาษาไทยแล้วประกอบด้วย
1) คีตะ การร้องเป็นการร้องอย่างมีศิลป์ ในภาษาไทยเรียกว่า คีตศิลป์
2) ตุริยะ เครื่องดนตรี เครื่องทำนองเพลง (ดีด สี ตี เป่า) ในภาษาไทยเรียกว่า ดุริยางคศิลป์ ซึ่งหมายถึง ศิลปการบรรเลงเครื่องดนตรีต่าง ๆ
3) นาฏะ การรำเต้น ในภาษไทยเรียกว่านาฏศิลป์ หมายถึง การแสดงออกซึ่งมีลีลาท่ารำต่าง ๆ ลักษณะเป็นระบำ รำ เต้น (หรือเรียกว่าโขน) ทั้ง 3 คำ รวมกันเรียกว่า ดนตรี ดังนั้นมิได้หมายถึงเครื่องบรรเลงเท่านั้น (เสรี หวังในธรรม, 2525 : 150)
ชื่อและชนิดของเครื่องดนตรี
เครื่องดนตรีดั้งเดิมของไทย ก่อนที่คนไทยจะรับวัฒนธรรมแบบอินเดีย ได้แก่ เกราะ โกร่ง กรับ ฉาบ ฉิ่ง ปี่ ขลุ่ย เพี้ย ซอ ฆ้อง และกลอง เป็นต้น ในเวลาต่อมาคนไทยพัฒนาเครื่องดนตรีทำด้วยไม้ เช่น กรับ พร้อมทั้งการคิดฆ้องวงใช้ในการเล่นดนตรีเมื่อคนไทยเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนแหลมสุวรรณภูมิ จึงได้รับอิทธิพลของอินเดียผสมกับมอญและเขมร จึงทำให้เครื่องดนตรีไทยเพิ่มจากเดิม อาทิ พิณ สังข์ ปี่ไฉน บัณเฑาะว์ กระจับ ปี่ จะเข้ โทน และทับ
ดนตรีไทยปรากฏมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย จากสมัยสุโขทัยสืบต่อมาสมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบัน ดนตรีไทยจัดเป็นดนตรีที่มีแบบแผนหรือดนตรีคลาสสิก (Classic Music) เครื่องดนตรีไทยนั้นกรมศิลปากร จำแนกไว้รวมทั้งสิ้น 56 ชนิด ประกอบด้วยเครื่องตี เครื่องเป่า เครื่องดีด และเครื่องสี เครื่องดนตรีไทยที่นิยมใช้กันมาก ดังนี้
- เครื่องดีด ได้แก่ พิณน้ำเต้า พิณ เพ้ย กระจับปี่ ซึง จะเข้
- เครื่องสี ได้แก่ ซอด้วง ซออู้ ซอสามสาย ซอล้อ
- เครื่องตีประเภทไม้ ได้แก่ เกราะ โกร่ง กรับ ระนาดเอก ระนาดทุ้ม เครื่องตีที่ทำด้วยโลหะ ได้แก่ ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุ้มเหล็ก ฉิ่ง ฉาบ โหม่ง ฆ้อง หุ่ย และเครื่องตีที่ทำด้วยหนัง ได้แก่ กลองทุกประเภท
- เครื่องเป่า ได้แก่ ขลุ่ย ปี่ แคน แตร สังข์ เป็นต้น (มนตรี ตราโมท, 2503 : 47)
- เครื่องดีด ได้แก่ พิณน้ำเต้า พิณ เพ้ย กระจับปี่ ซึง จะเข้
- เครื่องสี ได้แก่ ซอด้วง ซออู้ ซอสามสาย ซอล้อ
- เครื่องตีประเภทไม้ ได้แก่ เกราะ โกร่ง กรับ ระนาดเอก ระนาดทุ้ม เครื่องตีที่ทำด้วยโลหะ ได้แก่ ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุ้มเหล็ก ฉิ่ง ฉาบ โหม่ง ฆ้อง หุ่ย และเครื่องตีที่ทำด้วยหนัง ได้แก่ กลองทุกประเภท
- เครื่องเป่า ได้แก่ ขลุ่ย ปี่ แคน แตร สังข์ เป็นต้น (มนตรี ตราโมท, 2503 : 47)
นาฏศิลป์ไทย
นาฏศิลป์ไทย หมายความถึง ศิลปะการละครและการฟ้อนรำ ซึ่งสืบทอดจากนาฏศิลป์ดั้งเดิม 3 ลักษณะดังกล่าวคือ
1) ระบำ ได้แก่การแสดงนาฏศิลป์ไทยที่ไม่เป็นเรื่อง ไม่มีตัว พระเอก นางเอก ตัวโกง เช่น การรำอวยพร ระบำดาวดึงส์ ระบำโบราณคดี เป็นต้น
2) รำ ได้แก่ การแสดงเป็นเรื่องที่เรียกว่า ละครต่าง ๆ ดังเช่น การเล่นโนรา ได้รับอิทธิพล จากสมัยศรีวิชัย ซึ่งมีคำร้องทำนองเรียกว่า กำพระมีผู้แสดงเป็นพระเอก นางเอก และตัวประกอบ
3) เต้น ได้แก่ การเล่นโขนจัดเป็นนาฏกรรมประเภทมหรสพ มีหลายชนิด เช่น โขนกลางแปลง โขนโรงนอก โขนโรงใน โขนนั่งราว โขนเป็นนาฏกรรม ประเภทแถวที่รับเอาเรื่องรามเกียรติ์จากอินเดียมาแสดงเป็นรามเกียรติ์ไทย
2) รำ ได้แก่ การแสดงเป็นเรื่องที่เรียกว่า ละครต่าง ๆ ดังเช่น การเล่นโนรา ได้รับอิทธิพล จากสมัยศรีวิชัย ซึ่งมีคำร้องทำนองเรียกว่า กำพระมีผู้แสดงเป็นพระเอก นางเอก และตัวประกอบ
3) เต้น ได้แก่ การเล่นโขนจัดเป็นนาฏกรรมประเภทมหรสพ มีหลายชนิด เช่น โขนกลางแปลง โขนโรงนอก โขนโรงใน โขนนั่งราว โขนเป็นนาฏกรรม ประเภทแถวที่รับเอาเรื่องรามเกียรติ์จากอินเดียมาแสดงเป็นรามเกียรติ์ไทย
ลักษณะเฉพาะของนาฏศิลป์ไทย
นาฏศิลป์ไทยจัดเป็นศิลปะ แสดงออกในท่ารำ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นท่ารำที่อ่อนช้อย งดงาม มีความหมายในท่ารำทุกท่วงท่า โดยการฝึกหัดอบรมจึงจัดเป็นศิลปะไทยที่มีเอกลักษณ์ในความเป็นไทยและถือปฏิบัติเป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดจาก บรรพบุรุษดังนี้
1) เป็นการแสดงออกถึงความเป็นไทยในด้านท่ารำอันอ่อนช้อย งดงาม และแสดงอารมณ์ตามลักษณะที่แท้จริงของคนไทย มีเอกลักษณ์ในดนตรีประกอบ เนื้อร้อง และการแต่งกายพร้อมทั้งแบบแผนในการแสดง
2) เป็นศิลปะที่เกิดจากการฝึกหัดอบรมและความรักในการ แสดง โดยเฉพาะผู้แสดงนาฏศิลป์จะต้องมีการไหว้ครูก่อนการแสดง การแสดงนาฏศิลป์จะต้อง มีการฝึกซ้อมเป็นเวลานานตั้งแต่วัยเยาว์การฝึกท่ารำแต่ละท่า ซึ่งต้องใช้เวลาในการฝึก
3) เป็นศิลปะของคนทุกชนชั้น นาฏศิลป์ไทยสามารถ แสดง ได้ตั้งแต่พระมหากษัตริย์ เจ้านาย และประชาชนทั่วไป โดยมีแบบแผนดังเช่นในท่ารำแบบสู้รบ จัดเป็นวิชาชั้นสูง แสดงจะต้องศึกษาตำรายุทธศาสตร์ในบางโอกาสมีการแสดงบนคอช้างพระที่นั่ง นอกจากนี้ได้มีการจัดแบบแผนการแสดงไว้สำหรับราชสำนักและประชาชนทั่วไป อาทิเช่น การ แสดงโขนละคร ระบำ รวมทั้งการแสดงเฉพาะในแต่ละภูมิภาคตามประเพณีท้องถิ่น
4) เป็นศิลปะที่เน้นการแสดงทางอารมณ์ ดังปรากฏในท่าแสดง ความสนุกบันเทิงใจ ท่าโกรธแค้น อารมณ์รัก ซึ่งกรมศิลปากรได้รวบรวมไว้ถึง 68 ท่า การตีบท แสดง ตามภาษาท่า ตามคำร้อง คำเจรจา คำพากย์ในการแสดงโขน
5) เป็นศิลปะที่มีรูปแบบและกระบวนการในตนเอง จัดเป็นเอก- ลักษณ์ในด้านรูปแบบโดยแบ่งผู้แสดงเป็น ตัวพระ ตัวนาง ยักษ์ ลิง เป็นต้น ซึ่งผู้แสดงมีท่ารำและคำกลอนที่มีความสอดคล้องกันดังเช่นการรำหน้าพาทย์ ผู้แสดงจะรำตามจังหวะเฉพาะกับเพลงต่างๆโดยไม่ต้องมีเนื้อร้องและทำนองในเพลงเชิด เพลงกราว เพลงช้า เพลงเร็ว เป็นต้น
1) เป็นการแสดงออกถึงความเป็นไทยในด้านท่ารำอันอ่อนช้อย งดงาม และแสดงอารมณ์ตามลักษณะที่แท้จริงของคนไทย มีเอกลักษณ์ในดนตรีประกอบ เนื้อร้อง และการแต่งกายพร้อมทั้งแบบแผนในการแสดง
2) เป็นศิลปะที่เกิดจากการฝึกหัดอบรมและความรักในการ แสดง โดยเฉพาะผู้แสดงนาฏศิลป์จะต้องมีการไหว้ครูก่อนการแสดง การแสดงนาฏศิลป์จะต้อง มีการฝึกซ้อมเป็นเวลานานตั้งแต่วัยเยาว์การฝึกท่ารำแต่ละท่า ซึ่งต้องใช้เวลาในการฝึก
3) เป็นศิลปะของคนทุกชนชั้น นาฏศิลป์ไทยสามารถ แสดง ได้ตั้งแต่พระมหากษัตริย์ เจ้านาย และประชาชนทั่วไป โดยมีแบบแผนดังเช่นในท่ารำแบบสู้รบ จัดเป็นวิชาชั้นสูง แสดงจะต้องศึกษาตำรายุทธศาสตร์ในบางโอกาสมีการแสดงบนคอช้างพระที่นั่ง นอกจากนี้ได้มีการจัดแบบแผนการแสดงไว้สำหรับราชสำนักและประชาชนทั่วไป อาทิเช่น การ แสดงโขนละคร ระบำ รวมทั้งการแสดงเฉพาะในแต่ละภูมิภาคตามประเพณีท้องถิ่น
4) เป็นศิลปะที่เน้นการแสดงทางอารมณ์ ดังปรากฏในท่าแสดง ความสนุกบันเทิงใจ ท่าโกรธแค้น อารมณ์รัก ซึ่งกรมศิลปากรได้รวบรวมไว้ถึง 68 ท่า การตีบท แสดง ตามภาษาท่า ตามคำร้อง คำเจรจา คำพากย์ในการแสดงโขน
5) เป็นศิลปะที่มีรูปแบบและกระบวนการในตนเอง จัดเป็นเอก- ลักษณ์ในด้านรูปแบบโดยแบ่งผู้แสดงเป็น ตัวพระ ตัวนาง ยักษ์ ลิง เป็นต้น ซึ่งผู้แสดงมีท่ารำและคำกลอนที่มีความสอดคล้องกันดังเช่นการรำหน้าพาทย์ ผู้แสดงจะรำตามจังหวะเฉพาะกับเพลงต่างๆโดยไม่ต้องมีเนื้อร้องและทำนองในเพลงเชิด เพลงกราว เพลงช้า เพลงเร็ว เป็นต้น
นาฏศิลป์ไทยเป็นวิชาการที่ละเอียดอ่อน ผู้แสดงระดับครูจัดเป็น ศิลปิน วิชาการนาฏศิลป์ไทยทั้งผู้แสดง ผู้ชมจะต้องมีพื้นความรู้ ขณะเดียวกันการแสดงประเภท ระบำได้รับการประดิษฐ์ท่ารำและลีลาใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับสภาพของวัฒนธรรมพื้นบ้าน กลายเป็นการละเล่นพื้นเมืองประจำภาค และเป็นที่รู้จักแพร่หลาย ในหมู่ประชาชนได้มากกว่าการแสดงนาฏศิลป์ ซึ่งจัดเป็นการแสดงเป็นละครเรื่องต่าง ๆ และการแสดงโขน
ที่มาของข้อมูล
http://www.baanjomyut.com/library/thai_culture3/06.html
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)